
การคืนชีพของกระทรวงแดนสนธยา
การคืนชีพของกระทรวงแดนสนธยา : บทบรรณาธิการ
ออกอาการน่าเป็นห่วงตั้งแต่ก่อนจะเริ่มหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศว่านายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล จะตระหนักหรือไม่ว่าตำแหน่งเจ้ากระทรวงบัวแก้วนี้ต่างไปจากการเป็นนักการเมืองอาชีพ ซึ่งไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบในคำพูดหรือคำมั่นสัญญาใดๆ แต่ในฐานะด่านหน้าในการติดต่อกับต่างประเทศ นายสุรพงษ์จะต้องรู้ทันงานของตัวเองว่าสุดแสนละเอียดอ่อนมากเพียงใด จะต้องระมัดระวังทั้งกิริยาท่าทาง คำพูดและคำมั่นสัญญาต่างๆ ซึ่งจะเลื่อนเปื้อนเลื่อยลอยไม่ได้เป็นอันขาด ที่สำคัญจะต้องรู้ทันการเมืองระหว่างประเทศว่าเป็นเรื่องการเจรจาต่อรองเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้มากที่สุด
ในเมื่ออนาคตของประเทศต้องอยู่ในมือของนักการเมืองผู้ไร้เดียงสาด้านการต่างประเทศแต่กลับต้องแบกรับหน้าที่เป็นด่านหน้ารับมือกับปัญหาอ่อนไหวทางการเมืองระหว่างประเทศ หลายคนจึงอดวิตกไม่ได้ว่านอกจากจะทำให้การต่างประเทศของไทยยิ่งตกต่ำมากไปกว่านี้จากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แล้ว ประเทศไทยยังอาจจะกลายเป็นเนื้อโอชะก้อนโตที่ต่างชาติจ้องตาเป็นมัน
ในเมื่อนานาประเทศต่างตระหนักดีว่าการเจรจาต่อรองแบ่งปันผลประโยชน์ก้อนโตนั้นสามารถทำได้ง่ายขึ้นกับรัฐบาลหุ่น หรือรัฐบาลอำนาจนิยมที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มหรือรัฐบาลประชาธิปไตยจอมปลอมที่ไม่ฟังเสียงใคร การที่รัฐบาลเยอรมันเริ่มเป็นลมเปลี่ยนทิศอนุญาตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าประเทศก็ดี หรือการที่รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ยอมตกหลุมพรางคำพูดกำกวมของนายสุรพงษ์กรณีขอให้ญี่ปุ่นยอมให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้าประเทศเป็นกรณีพิเศษ ด้วยการแถลงหนักแน่นว่าเป็นไปตามคำขอของรัฐบาลไทยก็ดี
หรือการที่กัมพูชาจะรีบคว้าโอกาสทองที่นายสุรพงษ์บรรจงประเคนให้ถึงปากจากการให้สัมภาษณ์ว่าไทยกับกัมพูชาควรเร่งแก้ปัญหาทับซ้อนทางทะเล โดยเฉพาะการเจรจาใช้ประโยชน์ร่วมกันทางทะเล ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ และต้องเป็นไปแบบตรงไปตรงมา ทั้งๆ ที่ปัญหานี้เป็นเรื่องอ่อนไหวไม่ใช่น้อย เพราะมีปัญหาเขตแดนและพื้นที่ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง จากการที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ 200 ไมล์ทะเล ฯลฯ คงเป็นบทเรียนที่นายสุรพงษ์จะต้องทบทวนบทบาทหน้าที่ของตัวเองโดยเร็ว
เราหวังว่าข้าราชการประจำที่กระทรวงการต่างประเทศจะต้องมีบทบาทมากขึ้นในการช่วยตะล่อมนโยบายการต่างประเทศให้กลับอยู่ในลู่ทางดังเดิม โดยไม่ทำตัวเป็นต้นไผ่ที่ดีแต่ลู่ตามลมการเมือง แต่จะต้องเป็นนักการทูตผู้หนักแน่น มุ่งมั่นจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้มากที่สุด ในยุคที่มีเจ้ากระทรวงที่ขยันทำงานเพียงเพื่อประโยชน์ของคนคนเดียวหรือบางกลุ่มเท่านั้น ซึ่งเท่ากับจะฉุดกระทรวงต่างประเทศให้กลับไปเป็นแดนสนธยาอีกครั้ง



