
ปมร้อนกสทช.-บททดสอบ'ดีเอสไอ'
บททดสอบ"ดีเอสไอ" : ขยายปมร้อน โดยโต๊ะการเมือง
ดูท่าแล้วการสรรหา "คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ" หรือ กสทช. คงไม่ง่ายเหมือนที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์กันตั้งแต่ต้น
กระบวนการคัดเลือกในขณะนี้อยู่ที่วุฒิสภา ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ประชุมวุฒิสภาได้แต่งตั้ง "คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติความประพฤติและจริยธรรมผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็น กสทช." ขึ้นมาจำนวน 25 คน เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติผู้ได้รับการเสนอชื่อจากบัญชีรายชื่อผู้สมควรเป็น กสทช. จำนวน 44 คน
จากนั้นในวันที่ 5 กันยายน ให้นำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา เพื่อลงมติคัดเลือกรายชื่อผู้สมควรเป็น กสทช. จำนวน 44 คน ให้เหลือเพียง 11 คน โดยตามกฎหมายวุฒิสภาต้องดำเนินการสรรหาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับตั้งแต่ได้รับชื่อ ซึ่งจะครบในวันที่ 11 กันยายนนี้
ก่อนหน้านี้มีหนึ่งในผู้สมัครสรรหาเป็น กสทช. เคยร้องต่อศาลปกครอง ยื่นฟ้อง คณะกรรมการสรรหา กสทช. และเลขาธิการวุฒิสภา ฐานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลมีคำสั่งยกคำขอคุ้มครองชั่วคราว
ทำให้กระบวนการสรรหา กสทช. ยังคงเดินหน้าต่อจนกระทั่งมีการนำเรื่องไปร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เกี่ยวกับกระบวนการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
จนกระทั่งวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" (ดีเอสไอ) นำโดย "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ แถลงว่ากระบวนการสรรหา กสทช. อาจเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
โดยดีเอสไออ้างว่าหลังจากมีผู้มาร้องเรียนได้สืบสวนเท็จจริงจากบุคคลที่เกี่ยวข้องและเอกสารต่างๆ พบว่า การดำเนินการอาจไปเป็นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประเด็น พบพิรุธที่มีมูลความผิดอาญาของข้าราชการระดับสูงใน 7 ประเด็น
และเตรียมส่งสำนวนให้ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) พิจารณา โดยเฉพาะกรณีการสุ่มเสี่ยงต่อการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ของประธานคณะกรรมการสรรหาฯ
และทางดีเอสไอเตรียมส่งผลการสืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงไปยังหน่วยงาน 6 หน่วยงาน ได้แก่ 1.ประธานวุฒิสภา 2.เลขาธิการวุฒิสภา 3.ประธานคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ วุฒิสภา 4.นายกรัฐมนตรี 5.เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และ 6.เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง
โดยเฉพาะการส่งเรื่องให้ นายกรัฐมนตรี และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ยับยั้งเรื่องการก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย
หลังจาก "ดีเอสไอ" ได้แถลงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางวุฒิสภาได้มีการหารือกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากขั้นตอนกระบวนการสรรหาอยู่ในมือของ "วุฒิสภา" หากเดินหน้าหลายคงสงสัยอาจจะทำผิดกฎหมายหรือไม่
แต่ตามข้อกฎหมายกระบวนการสรรหาจะหยุดได้ก็ต่อเมื่อศาลมีคำสั่งคุ้มครองหรือพิพากษาว่าให้หยุดกระบวนการสรรหา ดังนั้นระหว่างนั้นวุฒิสภายังคงเดินหน้าตรวจสอบประวัติรายชื่อผู้สมควรเป็น กสทช.จำนวน 44 คนต่อไปเรื่อยๆ
ขณะเดียวกันสมาชิกวุฒิสภาได้มีการหารือ เพราะเกรงว่าหากเดินหน้าสรรหา กสทช.ต่อก็อาจมีความผิดทางกฎหมายทางคดีอาญา จึงได้นัดหาทางออกในวันที่ 19 สิงหาคม เบื้องต้นอาจให้ผู้มีส่วนได้เสียไปร้องต่อศาลปกครอง หรือให้ส.ว.สอบถามไปว่ากระบวนการสรรหาของส.ว.ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และควรเดินหน้าต่อหรือไม่อย่างไร
แต่มีคำถามตามมามากมายหลัง "ดีเอสไอ" แถลง เริ่มจาก "ดีเอสไอ" ใช้อำนาจอะไรไปพิจารณาเรื่องนี้ และคดีนี้ได้นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของกรรมการคดีพิเศษแล้วหรือยัง เพราะในคณะกรรมการคดีพิเศษมี "สุเทพ เทือกสุบรรณ" อดีตรองนายรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงเป็นประธาน
ในสมัยที่ "สุเทพ" เป็นประธานกลั่นกรองคดีพิเศษไม่เคยมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม
ทันทีที่ "สุเทพ" พ้นจากตำแหน่ง ทำไม "ดีเอสไอ" จึงมีเรื่องนี้มาแถลงตามหลังทันที เป็นเรื่องที่ "อธิบดีดีเอสไอ" ต้องหาคำตอบ
ในการทำคดีลักษณะนี้ถือเป็นความลับทางราชการ ถ้าเห็นว่าคดีควรสั่งฟ้องก็ต้องทำเรื่องผ่านคณะกรรมการคดีพิเศษก่อนจากนั้นจึงส่งเรื่องให้อัยการสั่งฟ้อง หากอัยการเห็นว่าควรสั่งฟ้องก็ส่งศาลดำเนินการต่อไป
การออกมาแถลงของดีเอสไอ มีคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการขัดขวางกระบวนการทำหน้าที่ของ "วุฒิสภา" หรือไม่ เพราะดีเอสไอและวุฒิสภาเป็นการทำหน้าที่คนละอย่าง
ขณะที่กระบวนการสรรหาของวุฒิสภายังไม่แล้วเสร็จ แต่ "ดีเอสไอ" กลับแถลงว่าจะนำเรื่องแจ้งไปยัง "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ยับยั้งการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ "ดีเอสไอ" มีเจตนาอะไร
อาจมีคนสงสัยได้ว่าการกระทำของดีเอสไอมีเจตนาขัดขวางการทำหน้าที่ของ "วุฒิสภา" ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติหรือไม่
และการที่ "ดีเอสไอ" จะส่งเรื่องต่อไปยังศาลปกครอง ถามว่า คดีเคยถูกส่งฟ้องร้องไปยังศาลปกครอง 4-5 คดีแล้ว
ดังนั้นการทำหน้าที่ของ ดีเอสไอ อาจถูกมองได้ว่าเป็นบททดสอบการทำหน้าที่ให้แก่ใครหรือไม่



