คอลัมนิสต์

เพื่อไทยบริหารจัดการสื่อ?คำถามที่”ยิ่งลักษณ์”ต้องตอบ

เพื่อไทยบริหารจัดการสื่อ?คำถามที่”ยิ่งลักษณ์”ต้องตอบ

18 ส.ค. 2554

เพื่อไทยบริหารจัดการสื่อ?คำถามที่”ยิ่งลักษณ์”ต้องตอบ : บทบรรณาธิการ

          คณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบเมลฉาว หรือกรณีการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ของนักการเมืองที่ระบุว่า มีการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ได้สรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วเมื่อวันพุธ (17 ส.ค.) ไม่พบว่า ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ที่ถูกพาดพิงแสดงความเอนเอียงที่ให้ประโยชน์แก่พรรคเพื่อไทยอย่างแจ้งชัดในบทความของตน แต่ประเด็นที่น่าสนใจจากการทำงานของคณะกรรมการอิสระคณะนี้ คือข้อสังเกตของคณะกรรมการที่ว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะมี “การบริหารจัดการสื่อมวลชน" เป็นการบริหารจัดการเพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยโดยตรง ซึ่งถ้อยคำว่าการบริหารจัดการสื่อมวลชนนั้น ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อพรรคเพื่อไทย

           ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า นักการเมืองได้ใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองมายาวนาน เป็นที่รับรู้กันในวงการสื่อมวลชนว่า มีกลุ่มนักข่าวกลุ่มหนึ่ง เรียกกันว่า 18 อรหันต์ มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับนักการเมืองบางคน มีการพบปะสังสรรค์กันอยู่เนืองๆ ในโรงแรมใหญ่แห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพมหานคร ไม่แน่ชัดว่าจะมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนกันหรือไม่ เพียงใด แต่นักการเมือง และพรรคการเมืองที่นักการเมืองคนนั้นสังกัด มักจะได้รับการปกป้อง และมีการเขียนข่าว บทความ สนับสนุนนักการเมือง และพรรคการเมืองนั้นเสมอ ต่อมาภาพของ 18 อรหันต์เริ่มเลือนหายไป หลายคนล้มหายตายจากไป บางคนยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่มีบทบาทที่จะชี้เป็นชี้ตายให้กับนักการเมืองคนใดได้อีก นี่ก็อาจเรียกว่าเป็นวิธีการบริหารจัดการสื่อมวลชน แต่เป็นในระดับปัจเจก

           คณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบเมลฉาว อธิบายวิธีการบริหารจัดการสื่อ หลังจากเชื่อว่าเมลดังกล่าวส่งมาจากนายวิม ไปยังเว็บไซต์ผู้จัดการจริง ว่ามีการกระทำ อย่างเป็นระบบทั้งการเลือกลงโฆษณา การสร้างประเด็นข่าว การจัดส่งภาพ และยังอาจมีการ “ดูแล” นักข่าวที่ทำข่าวของพรรคบางรายด้วย ซึ่งหนังสือพิมพ์ที่ถูกพาดพิงบางฉบับน่าจะมีความเอนเอียงในการเสนอข่าวช่วงเลือกตั้ง ที่ให้ประโยชน์แก่พรรคเพื่อไทยอย่างเป็นระบบ ข้อสังเกตนี้มาจากการเก็บข้อมูล ข่าวสารในช่วงที่มีการกล่าวหา และถ้าพิเคราะห์ดูบางถ้อยคำแล้ว จะพบว่าอาจมีการคอรัปชั่นในวงการสื่อมวลชนด้วย จากคำที่ว่าอาจมีการ “ดูแล” นักข่าวที่ทำข่าวของพรรคบางรายด้วย คำว่าดูแลเป็นถ้อยคำที่มีนัยสำคัญถึงการรับผลประโยชน์ไม่ว่าในรูปแบบใดจากพรรคเพื่อไทยนั่นเอง

           ผลการสอบสวนของคณะอนุกรรมการชุดนี้ ที่แม้ไม่ได้สรุปว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดชัดเจน แต่ก็มีข้อสงสัย เพียงแต่ยกประโยชน์แห่งข้อสงสัยให้ผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น นี่ก็เป็นบทเรียนของสื่อมวลชนในการไม่รักษาระยะห่างที่เหมาะสม จนกระทั่งเปิดช่องให้นักการเมืองใช้สื่อเป็นเครื่องมือได้ ในขณะเดียวกันนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แม้ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ก็มีความรับผิดชอบในฐานะนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคเพื่อไทย ที่จะต้องตอบคำถามสังคม และขยายความคำว่า มีวิธีบริหารจัดการสื่อ ซึ่งส่งผลในเชิงลบต่อภาพพจน์ของพรรคด้วยว่า พรรคเพื่อไทยซึ่งขณะนี้มีฐานะเป็นพรรครัฐบาลได้ใช้เงินหรือผลประโยชน์ใด เพื่อจูงใจให้สื่อมวลชนลดฐานะตัวเองมาเป็นเพียงสื่อโฆษณาชวนเชื่อ แลกกับค่าจ้างโฆษณาเท่านั้นหรือไม่