
อุปสรรคในการป้องกันอาชญากรรมในโลกของตำรวจ
อุปสรรคในการป้องกันอาชญากรรมในโลกของตำรวจ : กระดานความคิด โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
“สะใจ” ที่เห็นกลุ่มเยาวชนได้รับบาดเจ็บจากการถูกไล่ยิงกลายเป็นความรู้สึกของชาวบ้านในย่านริมถนนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการขี่รถจักรยานยนต์ของกลุ่มเยาวชนในยามค่ำคืน ทัศนคติเช่นนี้ก่อร่างสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นบนวิถีของการใช้ความรุนแรงจัดการต่อผู้ที่กระทำรุนแรง (ซึ่งเป็นเด็กและเยาวชน) โดยปราศจากการตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบว่า “ทำไมเด็กและเยาวชนไทยจึงต้องมารวมกลุ่มกันขี่รถซิ่งในยามค่ำคืน” เริ่มต้นจากขี่รถซิ่งบนท้องถนน พัฒนาความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นการรวมกลุ่มแก๊ง สูบบุหรี่ ดื่มสุรา เที่ยวกลางคืน ยกพวกตีกัน มีเพศสัมพันธ์ฉาบฉวย เสพยาเสพติด ใช้อาวุธ เดินเข้าสู่โลกอบายมุขและโลกของอาชญากรรม...จนในที่สุดเปลี่ยนสถานะเป็นอาชญากรเด็กและเยาวชน
การไล่จับ ปราบปรามถูกพิสูจน์ตรวจสอบให้เห็นเป็นรูปธรรมว่ามิใช่วิถีของการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ปรากฏการณ์ที่เด็กและเยาวชนออกมาขี่รถวาดลวดลายก่อเสียงดังรำคาญ สร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนโดยทั่วไปยังคงดำรงอยู่และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึงพฤติการณ์ของการกระทำผิดมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นด้วย ถึงแม้ว่าตำรวจทั้งภูธรและนครบาลจะมีการวางแผนจับกุม ปราบปรามการแข่งรถบนถนนสาธารณะของเด็กและเยาวชนเป็นระยะก็ตาม เมื่อวิธีเดิมไม่สำเร็จก็สมควรที่จะต้องคิดใหม่ทำใหม่
การระดมผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดที่อยู่ในแต่ละโซนพื้นที่ตามหลักการตำรวจร่วมมวลชนลดอาชญากรรม (ตมอ.)ให้เข้ามาร่วมระดมความคิดเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขและป้องกันเป็นจุดเริ่มต้นของวิถีทางที่จะนำไปสู่ทางแก้ไขปัญหา “การกระทำรุนแรงของเด็กและเยาวชนไทย” ไม่ว่าจะเป็นการแว้น การยกพวกตีกัน การลักทรัพย์ การค้าประเวณี รวมไปถึงการเสพหรือแม้กระทั่งการจำหน่ายยาเสพติด
ก่อนที่จะระดมความคิดมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง “ทะลุกรอบคิด” ด้วย เนื่องจากการยึดมั่นติดกรอบคิดเดิมๆ วิธีการเดิมๆ ที่คิดแต่เพียงว่า เมื่อเกิดการกระทำผิดขึ้นเป็นหน้าที่ของตำรวจเท่านั้นที่จะต้องปราบปราม หาวิธีการจับกุมเพื่อนำตัวคนร้ายหรือผู้กระทำผิดมารับโทษตามที่กฎหมายระบุไว้ ซึ่งถ้าหากยังติดกรอบวิธีคิดและใช้เพียงวิธีการเช่นนี้ปัญหาการกระทำผิดในกลุ่มเด็กและเยาวชนก็ไม่มีวันที่จะทุเลาเบาบางลง เพราะอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เด็กและเยาวชนมีความฮึกเหิมในการใช้ความรุนแรงคือ กระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับคดีเด็กและเยาวชนยังไม่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทสังคมวัฒนธรรมไทยปัจจุบัน ปัญหาจึงมิใช่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจเพียงเท่านั้น แต่นับรวมไปถึงตัวบทกฎหมาย และการดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ตลอดกระบวนการยุติธรรม และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกันของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในกลุ่มเด็กและเยาวชนทั้งสิ้น
ดังนั้น หากสังคมไทยยังคงฝากความหวังไว้ที่รูปแบบการทำงานขององค์กรภาครัฐเท่านั้น เราก็จะยังคงเห็นปรากฏการณ์การกระทำผิดของเด็กและเยาวชนที่ทวีความรุนแรงเช่นนี้ต่อไป ตัวอย่างการดำเนินการแก้ไขและป้องกันการกระทำรุนแรงของเด็กและเยาวชนของทีมตำรวจจังหวัดจันทบุรีในชื่อโครงการ 3 ซ : จันทบุรีเป็นวิธีการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรนำมาพิจารณาเพื่อประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการทำงานของตำรวจที่ทำงานร่วมกับมวลชนในการลดอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ได้มิใช่เพียงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน หรือการลดอาชญากรรมอย่างได้ผลเท่านั้น หากแต่ยัง “ได้ใจ” ของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ด้วย
โครงการดีและมีผลลัพธ์เชิงรูปธรรมชัดเจนแต่กลับไม่ได้รับการตอบรับจากหน่วยเหนือ ไม่มีการนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นๆ เท่าที่ควร หรือว่าแท้ที่จริงแล้วอุปสรรคสำคัญที่สุดของการป้องกันอาชญากรรมในโลกของตำรวจคือ ความล้มเหลวของระบบคุณธรรมในโลกของตำรวจที่ยังผูกติดอยู่กับตอ (ตั๋วและตังค์) เพียงเท่านั้น
บทเรียนของรุ่นพี่ๆ ที่อยู่ในประเภทพวกค(ร)บไม่ได้ถึงแม้จะทำงานดีเป็นตัวอย่างที่ทำให้ตำรวจรุ่นหลังๆ ใช้วิถี (ไอ้) ห้อย (ไอ้) โหน อิงแอบผู้มีอำนาจวาสนาเพื่อให้ตนเองก้าวหน้าไว้ก่อน จะมีตำรวจซักกี่คนที่เลือกทำงานแลกใจของประชาชน? พวกนี้ต่างหากที่ควรได้รับความไว้วางใจให้ได้มีโอกาสอย่างเต็มที่ในการทำงานเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน



