
'สุรพงษ์'ลุยแหลกจริงใจหรือมีเป้า?
'จริงใจหรือมีเป้าหมาย' : ขยายปมร้อน โดย สมถวิล เทพสวัสดิ์
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 2 ขา ของ "พรรคเพื่อไทย" มาเร็วกว่าที่คิด
เริ่มจาก "สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" รมว.ต่างประเทศ ที่เปิดหน้าดำเนินการเรื่องการคืนหนังสือเดินทาง หรือ "พาสปอร์ต" ให้แก่ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านช่องทางกระทรวงการต่างประเทศ
หลายคนสงสัยความใจกล้าของ "สุรพงษ์" ที่ออกหน้าเรื่องนี้ทันทีเมื่อเข้ารับตำแหน่ง "รมว.ต่างประเทศ" ยังไม่ถึงสัปดาห์
แต่หากย้อนดูพฤติการณ์ของ "สุรพงษ์" จะพบว่าการขับเคลื่อนเรื่องคืนพาสปอร์ตให้แก่ "ทักษิณ" เป็นเพียงการย้ำจุดยืนเดิมที่เคยทำมาในอดีตเท่านั้น
หากจำกันได้ "เสี่ยปึ้ง" เป็นหนึ่งในบุคคลที่เคยร่วมลงนามทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" ร่วมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
การขับเคลื่อนคืนพาสปอร์ต "ทักษิณ" ผ่านบทบาท "รมว.ต่างประเทศ" ของ "สุรพงษ์" มองเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากเป็นการใช้ตำแหน่งการันตี เพื่อให้ "ทักษิณ" ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจที่สำคัญของโลก การคืนพาสปอร์ตให้เพื่อจะได้เข้าออกประเทศเหล่านี้อย่างสะดวก
ถือเป็นการเพิ่มสถานะการยอมรับในระดับสากลและจะมีผลต่อการเดินทางกลับประเทศไทยในอนาคตอีกครั้ง
จากนั้นให้จับตาดูการขับเคลื่อนของ "คนเสื้อแดง" ที่จะออกมาเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเรื่องการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่มีการส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาตั้งแต่สมัย "ปู่ชัย ชิดชอบ" เป็นประธานสภา
นอกจากนี้ "คนเสื้อแดง" จะเรียกร้องคืนความเป็นธรรมให้คนเสื้อแดง คดีข้อหาผู้ก่อการร้าย โดยอาศัยสถานการณ์ช่วง "พรรคเพื่อไทย" มีอำนาจทางการเมืองเป็นพลังในการขับเคลื่อนเพื่อให้งานบรรลุตามเป้าหมาย
ดังนั้นการที่ "จตุพร พรหมพันธุ์" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 จำนวน 91 ราย รายละ 10 ล้านบาท ถือเป็นการทำงานสอดประสาน
ในมุมของ "ตู่" จตุพร อีกด้านอาจมองได้ว่า เป็นการทำเพื่อเอาใจคนเสื้อแดงหลังจากพลาดตำแหน่งทางการเมือง หากไม่ทำกิจกรรมที่ต่อเนื่องอาจถูกมองว่าหลังจากเป็น ส.ส.และพ้นจากห้องคุมขังไม่ได้ทำอะไรเพื่อคนเสื้อแดงที่อุตส่าห์ช่วยขับเคลื่อนจนทำให้บรรลุเป้าหมาย
"จตุพร" จึงต้องหาบทเล่นในฐานะพี่ใหญ่ในกลุ่มแกนนำคนเสื้อแดง และถือเป็นกิจกรรมที่นำไปสู่การหวนคืนเวทีเดียวกับ "กลุ่มธิดาแดง" ธิดา ถาวรเศรษฐ เพื่อทำให้เป็นหนึ่งและเกิดพลังในการขับเคลื่อน
การเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายเงินค่าเสียหายให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 10 ล้าน โดยที่ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏต่อสาธารณชนอาจเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการ "เกี้ยเซียะ" เพื่อตัดหน้าแก้ปัญหาการเมืองให้แก่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนิดที่เรียกว่าได้ทั้งเงินและกล่อง
ได้ใจจาก "คนเสื้อแดง" และแก้ปัญหาให้รัฐบาลที่สำคัญการมอบเงินให้โดยที่ผลตรวจสอบยังไม่ออก อาจมองว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐรับรองผู้กระทำความผิดบางคนให้พ้นจากข้อกล่าวหาและพ้นจากการกระทำความผิดตามที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกล่าวหา
หากทุกอย่างเดินตามข้อเรียกร้องดังกล่าวอาจถูกมองเรื่องการใช้อำนาจต่อองค์กรที่มีพฤติกรรมไม่สนองตอบความต้องการให้สงบยอม
โดยเฉพาะการขับเคลื่อนของ "แกนนำคนเสื้อแดง" นับจากนี้จะมีวาระที่น่าสนใจ เพราะจะมีความเกี่ยวโยงกับบทบาทอำนาจตุลาการ
ล่าสุด "ขวัญชัย สาราคำ" หรือไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร เตรียมยื่นประกันตัวผู้ต้องหาคนเสื้อแดง 25 คน ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางอุดรธานีอีกครั้ง หลังจากที่เคยยื่นประกันไปแล้วถึง 5 ครั้ง แต่ศาลไม่อนุญาต
"วันนี้เราได้รับสัญญาณที่ดีว่า บ้านเมืองกำลังเดินหน้าเข้าสู่การปรองดอง และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรมเองท่านก็เล็งเห็นว่า เหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว 1 ปีกว่า พวกเราคนเสื้อแดงควรจะได้รับสิทธิความยุติธรรมในเบื้องต้น คือการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ผมประสานไปยังผู้พิพากษา โดยวันจันทร์ที่ 15 สิงหาคมนี้ เวลาบ่าย 3 โมง จะนำใบรับรองเงินเดือนของ ส.ส.อุดรธานี ทุกคน มาใช้ประกันตัวผู้ต้องหาเสื้อแดง ที่อยู่ในเรือนจำกลางอุดรธานีทั้ง 25 คนออกมา
ส่วนเรื่องของคดีก็ให้ว่ากันไปตามกระบวนการ เราคงไม่ได้ใช้เส้นใช้สายอะไร เราขอเพียงเศษเสี้ยวของความเป็นธรรม ในกระบวนการยุติธรรม ให้อิสระกับคนที่ถูกขังในเรือนจำมาแล้วปีกว่า นี่คือความตั้งใจของผม และก็ได้รับสัญญาณที่ดีจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ว่าจะคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้ต้องขังคนเสื้อแดงทุกเรือนจำในประเทศไทย”
สำหรับนคนเสื้อแดง 25 คน ที่ถูกควบคุมตัวในเรือนจำอุดรธานี ถูกดำเนินคดีในข้อหา โฆษณาชักชวนให้กระทำผิดกฎหมาย, บุกรุกสถานที่ราชการโดยมีอาวุธ, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน, วางเพลิงเผาสถานที่ราชการ และทำให้เสียทรัพย์อันเป็นสาธารณประโยชน์ และร่วมกันพยายามเผาที่ว่าการอำเภอเมืองอุดรธานี ซึ่งเหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553
จากนี้จึงต้องจับตาดูยุทธศาสตร์ 2 ขา จะขับเคลื่อนในลักษณะใด เพราะพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงถือว่าอยู่ในจุดที่รุ่งโรจน์
ขณะที่ศัตรูทางการเมือง คือ "พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" อยู่ในภาวะที่ "ถดถอย" และถือเป็นช่วงที่ตกต่ำและอ่อนกำลัง เร่งเดินเกมตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ เพราะไม่แน่ใจว่าการบริหารงานของรัฐบาลในภายภาคหน้าจะเจออุปสรรคปัญหาอะไรบ้าง
เนื่องจากนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงบางเรื่องพูดเพื่อหวังคะแนนเสียงในสภาเท่านั้น โดยไม่ได้มองว่าอาจสร้างปัญหาให้แก่รัฐบาลในอนาคตหากทำไม่ได้เหมือนที่หาเสียงไว้
แต่สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่และเป็นหลักประกันว่าพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงจะอยู่ในอำนาจยาวนานที่สุด คือการลดทอนทำลายกำลังอำนาจของกลุ่มที่เป็น "ศัตรู" ให้ลดลงหรือเหลือน้อยที่สุด
ดังนั้นจากนี้ไปให้จับตามองปฏิสัมพันธ์ที่ "พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง" มีต่อ "กองทัพ" จะใช้ยุทธวิธีขยับเขยื้อนอย่างไรให้ดูว่าจริงใจไม่มีเป้าหมายอื่นแอบแฝง!



