คอลัมนิสต์

พลังลบของสื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์

พลังลบของสื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์

12 ส.ค. 2554

พลังลบของสื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ : บทบรรณาธิการ

         เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่สุด ที่จู่ๆ เกิดจลาจลเผาบ้านเผาเมืองครั้งใหญ่สุดในรอบ 20 ปีในอังกฤษ เริ่มจากกรุงลอนดอน ก่อนจะลามไปยังเมืองใหญ่น้อยอีกหลายเมือง นานติดต่อถึง 4 วัน 4 คืน โดยชนวนเหตุมาจากตำรวจยิงชายคนหนึ่งตาย จากนั้นก็มีการส่งข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือสื่อทางเลือกใหม่อย่างแบล็กเบอร์รี่ ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก ปลุกระดมให้วัยรุ่นในทุกที่มาร่วมปล้นสะดมทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า เนื่องจากตำรวจทำอะไรไม่ได้ บางข้อความยังหนักข้อถึงขนาดบอกว่า หากเห็นตำรวจก็ให้ยิงได้ทันที

          ช่วงแรกที่เริ่มเกิดจลาจลนั้น นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่า สาเหตุมาจากแรงเก็บกดอันเนื่องจากปัญหาการว่างงานและจากมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลที่ส่งผลกระทบไปทั่ว ก่อนหน้านี้ไม่นาน สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะว่างงานว่า 1 ใน 5 ของผู้ที่มาอายุระหว่าง 16-24 ปี ไม่มีงานทำ ถือว่าเป็นอัตราว่างงานในหมู่หนุ่มสาวที่สูงที่สุดในรอบ 20 ปี

          แต่จากผลการสำรวจความเห็นโดยยูกอฟ ซึ่งเผยแพร่ในแท็บลอยด์ เดอะซัน ระบุว่า มีชาวอังกฤษเพียง 8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่คิดว่า ต้นตอมาจากเหตุนี้ ขณะที่ตำรวจในลอนดอนโทษเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่ามีบทบาทสำคัญในการปล่อยข่าวลือต่างๆ ซึ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้รวดเร็วและในวงกว้างอย่างไร้ขีดจำกัด ทำให้เหตุการณ์ลุกลามใหญ่โตจนยากควบคุม

          จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทำให้เริ่มมีการตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับสื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่าเป็นสื่อสร้างสรรค์จริงหรือ เห็นได้จากพลังมหาศาลในการขับเคลื่อนจนสามารถเปลี่ยนแปลงการเมืองอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในอียิปต์ คราวที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือปลุกระดมชาวอียิปต์ให้มาชุมนุมจนล้มรัฐบาลประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ขณะเดียวกันประชาชนในหลายประเทศแถบตะวันออกกลาง โดยเฉพาะที่อิหร่าน ซีเรีย และลิเบีย ก็ใช้เป็นช่องทางปลุกระดมกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยให้ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลที่ได้ผลมากกว่าสื่อเก่าอย่างหนังสือพิมพ์ หรือวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งถูกรัฐบาลคุมเข้มมาตลอด

          บทเรียนที่เกิดขึ้นที่อังกฤษครั้งนี้ เท่ากับตอกย้ำว่า เครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นเสมือนดาบสองคมที่อาจถูกนำไปใช้ในทางลบได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ใช้สื่อเหล่านี้ แต่ที่น่าวิตกก็คือ เป็นอาวุธที่ใครๆ ก็มีสิทธิใช้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยไม่มีใครสามารถเข้าไปควบคุมได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าอาจจะถูกนำไปใช้เป็นช่องทางสื่อสารในทางที่ผิดด้วยการปล่อยข่าวลือหรือบิดเบือนข้อมูลที่เป็นจริงก็ตาม