
มิจฉาทิฐินรก...
ถ้าจะอุปมาก็เหมือนฝีกลัดหนอง ปริแตกมาหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่ถึงที่สุดหัวฝีร้ายยังอยู่ และยัง กลัดหนองอยู่ต่อไปให้ร้าวระบมทั้งกายใจ นี่คือชะตากรรมของประเทศที่จะต้องเกิดขึ้นอีกนับนาน
มีคำกล่าวว่า เมื่อเรือนใจเจ็บปวด เรือนกายก็ทำหน้าที่คร่ำครวญ ถ้าเงี่ยหูฟังตอนนี้ทั้งประเทศ เหมือนจะเต็มไปด้วยเสียงครวญครางต่างๆ กัน นับตั้งแต่เรื่องของการลงทุนค้าขาย การท่องเที่ยว การตกงาน ความยากจน จนกระทั่งถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน
แต่เสียงใดก็ไม่น่าเศร้าเท่ากับเสียงครวญครางเรียกหาถึง “พ่อ” ที่อยู่นอกประเทศของบุคคลบาง กลุ่ม
บุคคลกลุ่มนี้ได้พยายามทำทุกอย่างที่จะให้พ่อของตนพ้นผิดจากโทษทัณฑ์ทั้งปวงที่ได้เคยก่อเอาไว้ และได้พยายามแม้กระทั่งลุกขึ้นมาจุดไฟเผาบ้านและประเทศของตน ให้ตกต่ำอย่างที่เห็น
การมองเห็นความชั่วว่าเป็นความดี สิ่งวิเศษทำให้เกิดการเห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว อย่างที่กล่าวเอาไว้ในพระพุทธศาสนาว่า เป็น มิจฉาทิฐิ และโทษของมิจฉาทิฐินี้นับว่าร้ายแรงนัก
ในหนังสือ “คำวัด” ของพระคุณเจ้าท่านพระธรรมกิตติวงศ์ ได้กล่าวอธิบายถึงคำว่า มิจฉาทิฐิ เอาไว้ว่าดังนี้
“มิจฉาทิฐิ แปลว่า ความเห็นผิด หมายถึงความเห็นที่ผิดจากคลองธรรม จากความเป็นจริง”
ความเห็นที่จัดเป็นมิจฉาทิฐิก็มี เช่น เห็นว่าการให้ทานไม่มีผลจริง การบูชาไม่มีผลจริง การ เคารพบูชาไม่มีผลจริง ผลวิบากของกรรมดีกรรมชั่วไม่มีจริง โลกนี้ไม่มีจริง โลกหน้าไม่มีจริง คุณของมารดา บิดาไม่มีจริง เป็นต้น
มิจฉาทิฐิ จัดเป็นมโนทุจริต (ความชั่วทางใจ) มีโทษรุนแรงที่สุดยิ่งกว่าการทำบาปกรรมอื่นๆ เป็น เหตุให้คนที่เห็นอย่างนั้น ปฏิเสธเรื่องบุญบาปและสามารถทำชั่วได้ทุกอย่างแม้แต่ฆ่าพ่อแม่...
โทษของมิจฉาทิฐินี้ก็คือ ต้องตกนรกขุมที่หนักที่สุดอันมีชื่อว่า มิจฉาทิฐินรก
นรกขุมนี้เป็นไฉน ก็คงจะต้องเปิดหนังสือที่กล่าวถึงเรื่องบุญบาปอันเก่าแก่ที่สุดของไทยที่ชื่อว่า “ไตรภูมิพระร่วง” ท่านได้บรรยายเอาไว้มีความว่าดังนี้
...นรกสำหรับคนพวกนี้ ที่ไม่รู้ผิดรู้ถูก ไม่รู้บาปรู้บุญขณะที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลก ท่านว่าพวกนี้จะถูกยมบาลเอาหอก ดาบ หลาว แหลน และค้อนเหล็กที่ลุกเป็นไฟไล่ฟันทิ่มแทง และตีให้เจ็บปวด และเป็นที่น่าเวทนายิ่งกว่านรกอื่นใด...
แน่นอนครับ ถ้าหากว่าสังคมไทยยังไม่สามารถถอนมิจฉาทิฐิ หรือว่าความเห็นผิดออกไปจากสังคมได้ คนไทยก็จะต้องอยู่ในนรกนี้ร่วมกันไปอีกนานแสนนาน



