
การป้องกันอาชญากรรมในโลกของตำรวจ(ตอนแรก)
การป้องกันอาชญากรรมในโลกของตำรวจ(ตอนแรก) : กระดานความคิด โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
ความหวังที่ฝากไว้กับนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศตามโพลล์ที่สำรวจโดยม.สวนดุสิตระบุว่า หนึ่งในห้าอันดับแรกของปัญหาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขคือปัญหายาเสพติด ผู้มีอิทธิพล และอาชญากรรมซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยเรื่อง การศึกษารูปแบบและวิธีการนำพลังมวลชนร่วมลดอาชญากรรมที่สนับสนุนงบประมาณโดยกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่ระบุว่าปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทวีความรุนแรงมากขึ้นในขณะที่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการจับกุมปราบปรามอยู่ในระดับต่ำ ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวบ้านรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า ภัยอยู่ใกล้ตัวและรอบด้าน
นอกเหนือจากยาเสพติดที่แพร่ระบาดไปทั่วทุกพื้นที่แล้วนั้น การก่ออาชญากรรมที่ตามมาและเป็นสิ่งที่ตำรวจติดตาม จับกุม ผู้กระทำผิดได้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่ำมากคือ คดีเกี่ยวกับทรัพย์ทั้งในรูปแบบการลักทรัพย์ในเคหสถาน การฉกชิง วิ่งราว และที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมากคือการลักรถยนต์และรถจักรยานยนต์
แนวทางแก้ไขที่เห็นเป็นรูปธรรมและนิยมทำกันในปัจจุบันคือ การติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ซึ่งเป็นเพียงมาตรการที่ทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับรูปพรรณของผู้กระทำผิดเท่านั้นมิใช่เป็นการป้องกันปัญหาหรือแก้ปัญหาที่สาเหตุแต่อย่างใด อีกทั้งพบว่า การกระทำผิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการโจรกรรมรถจักรยานยนต์ยังเกิดขึ้นในสถานที่ที่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดอย่างไม่หวั่นเกรง เพราะโจรได้ทำการสำรวจมุมกล้องและสามารถปิดบังอำพรางหน้าตาของตนเองจนกระทั่งเทคโนโลยีก็ไม่สามารถหยุดยั้งการกระทำผิดได้
รูปแบบและวิธีการนำพลังมวลชนร่วมลดอาชญากรรมที่ยึดหลักการที่สำคัญคือ การสร้างการมีส่วนร่วม อย่างเป็นระบบคือทางออก เริ่มต้นจาก
บันไดขั้นที่ 1 หัวหน้าสถานีตำรวจต้องให้ความสนใจอย่างจริงใจและจริงจังต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ความรับผิดชอบ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนท่าทีให้เป็นไปในลักษณะที่พร้อมในการทำงานด้านมวลชนโดยการลงพื้นที่พบปะพูดคุยกับผู้นำชุมชน ชาวบ้าน เมื่อหัวขยับหางก็ต้องเคลื่อนตามในรูปแบบเดียวกัน
บันไดขั้นที่ 2 แบ่งโซนพื้นที่เพื่อให้การควบคุมดูแลการป้องกันและแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้นและลงมือสำรวจพร้อมจัดลำดับความสำคัญของความต้องการในการแก้ปัญหาอาชญากรรมของชาวบ้านโดยการรับฟังปัญหาความเดือดร้อนเกี่ยวกับความไม่มั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้าน ซึ่งการสำรวจต้องทำทั้งรูปแบบการพูดคุยรายบุคคล รายกลุ่ม รายองค์กร หรืออาจทำในรูปแบบของการร่วมมือกับผู้นำชุมชนจัดทำประชาคม
บันไดขั้นที่3 จับมือกับชาวบ้านจัดตั้งองค์กรเพื่อระดมทรัพยากรทุกรูปแบบเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ที่เกิดขึ้นในชุมชนแต่ละแห่งให้จงได้ในนาม คณะกรรมการตมอ.(ตำรวจร่วมมวลชนลดอาชญากรรม) สิ่งสำคัญประธานต้องเป็นชาวบ้าน ส่วนตำรวจทำหน้าที่เพียงเลขานุการเป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือคณะกรรมการเพื่อให้การดำเนินการบรรลุเป้าหมาย คณะกรรมการจะต้องมีการพบปะพูดคุยกันเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอเนื่องจากความสัมพันธ์ที่ใกล้สนิทสนมแน่นแฟ้นคือ หัวใจของความสำเร็จ มิใช่กระทำการในรูปแบบของการประชุมหารือกันแบบเป็นทางการที่โรงพักอย่างที่นิยมปฏิบัติกันในอดีตที่ผ่านมา หากแต่เป็นการจัดให้มีสถานที่พบปะกันในชุมชน ในพื้นที่ของชาวบ้านที่ไม่ใช่สถานีตำรวจใช้ชื่อว่า ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจร่วมมวลชนลดอาชญากรรม
ความภูมิใจของชาวบ้านที่ “นาย” ให้ความสำคัญและใส่ใจ แค่เพียงการพูดคุยไต่ถามปัญหา แสดงท่าทีเอื้ออาทร ห่วงใย ได้เห็นหน้านายในชุมชนบ่อยๆ แค่นี้ชาวบ้านก็พร้อมทุ่มเทแรงใจ แรงกาย แรงปัญญา และร่วมสมทบทุนทรัพย์เพื่อร่วมป้องกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในชุมชนแล้ว
มิใช่ตลอดหนึ่งปีที่นายมาอยู่โรงพักนี้ได้เห็นแต่หน้านายบนป้ายข้างทางเท่านั้น!



