คอลัมนิสต์

ย้าย'ผบ.ตร.'กล้าอย่างเดียวไม่พอ!

ย้าย'ผบ.ตร.'กล้าอย่างเดียวไม่พอ!

09 ส.ค. 2554

ผบ.ตร. ถ้าจะแตะ แค่ "กล้า" อย่างเดียวไม่พอ : ขยายปมร้อน โดย ศรายุทธ สายคำมี

          ไม่มีใครไม่เชื่อว่า หลังจาก รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ก่อรูป วางตัว จัดตำแหน่งไปจนถึงขั้นตอนเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว มหกรรมล้าง ไล่เบี้ย ข้าราชการ ที่คิดว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้ามจะไม่เกิดขึ้น

           แน่นอนว่า อธิบดีดีเอสไอ ที่ ธาริต เพ็งดิษฐ์ นั่งอยู่นั้น ร้อนเสียยิ่งกว่าเก้าอี้ตัวใด

           แต่กระแสข่าวล่าสุด กลับปรากฏว่า ที่ร้อนแรงไปกว่านั้นกลายเป็นเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ปัจจุบัน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ครอบครองเก้าอี้ตัวนี้อยู่

           จริงอยู่ การก้าวขึ้นรับตำแหน่ง ผบ.ตร.ของ พล.ต.อ.วิเชียร นั้น มีหลายคนตั้งข้อกังขา

           แต่ที่ผ่านมาคำถามหรือปริศนาทุกอย่างเกี่ยวกับ พล.ต.อ.วิเชียร ก็ได้รับการคลี่คลายไปจนหมด ขณะเดียวกัน ผลงานการปฏิบัติหน้าที่ของ พล.ต.อ.วิเชียร ก็ไม่ได้พบข้อบกพร่องใดๆ ที่จะเป็นชนวนเหตุไปสู่การเปลี่ยนแปลง

           ภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติภายใต้การนำของ ผบ.ตร.ผู้นี้ ก็ไม่ได้เสียหายร้ายแรง ตรงกันข้าม คดีใหญ่ๆ ที่ผู้คนในสังคมให้ความสนใจก็ได้รับการเด้งรับจากเหล่าสีกากีได้เป็นอย่างดี บางคดีถึงกับตาโต ตกใจ เพราะไวอย่างเหลือเชื่อเสียด้วยซ้ำไป

           ในการทำงานไม่มีปัญหา ปัญหาจึงต้องย้อนกลับไปดูก่อนที่จะก้าวขึ้นมา

           เพราะในช่วงนั้น ชื่อ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ญาติผู้พี่ของ "หญิงอ้อ" พจมาน ณ ป้อมเพ็ชร อดีตภรรยาของทักษิณ ชินวัตร ในช่วงนั้นเป็น รองผบ.ตร. มีโอกาสที่จะได้ขึ้นรับตำแหน่งนี้เช่นกัน

           พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ถึงกับไปฟ้องศาลปกครองเสียด้วยซ้ำไปว่า ถูกย้ายข้ามหัวแต่ก็ไม่สำเร็จ

           แล้วเมื่อรัฐบาลใหม่ที่มีคนในเครือญาติกลับขึ้นมาใหญ่อีกครั้ง กระแสข่าวที่จะเปลี่ยนตัว ผบ.ตร.เพื่อให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ที่ยังเหลืออายุราชการอีกเพียง 1 ปี ได้สมหวังกับปีสุดท้ายของชีวิตราชการตำรวจ จึงกระหึ่มขึ้นอย่างชนิดที่เรียกว่า "ไฟท์บังคับ"

           แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าหากเรื่องราวเช่นนี้จะเกิดขึ้นจริง ถามว่าจำเป็นต้องเกิดให้ได้ภายในฤดูกาลโยกย้ายข้าราชการเดือนกันยายนนี้เลยหรือ

           ท่ามกลางวงล้อมแห่งปัญหาที่ล้วนเกี่ยวเนื่องกับการ "แทนคุณ" ทั้งพี่ชายและคนเสื้อแดง รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่พ่วงเอาความย่อยยับของทุนนิยมสหรัฐที่ไม่อาจควบคุมได้ ก็แทบจะทำให้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยกระอักเลือดพออยู่แล้ว การชิงเปิดศึกล้วงลึกไปถึงข้าราชการที่ต้องยอมรับว่า ตำแหน่ง ผบ.ตร.นั้นไม่ใช่ธรรมดา แล้วมันจะคุ้นกันหรือกับศึกที่ไม่จำเป็น หรือยังไม่เร่งด่วน

           แล้วก็ต้องไม่ลืมว่า พล.ต.อ.วิเชียร นั้น ไม่ได้ก้าวขึ้นมาเพียงเพราะอาวุโสเป็นอันดับ 1 หรือมีคุณสมบัติโดดเด่นในด้านอื่น หากแต่ "เพื่อนร่วมรุ่น" ของ พล.ต.อ.วิเชียร นั้นยืนตระหง่านและเป็นส่วนที่ใครต่อใครเชื่อว่า หากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แตะเมื่อใด ก็ไปเมื่อนั้น

           "ตท.12" คือเพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.วิเชียร ซึ่งแน่นอนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็คือเพื่อนรักของ พล.ต.อ.วิเชียร รวมทั้ง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุบรรณ เสนาธิการทหารบก

           มีอดีตนายทหารบอกว่า ความสูญเสียของกองทัพ และเรื่องสถาบันที่ถูกจาบจ้วง ทำให้กองทัพในยุคนี้เป็นกองทัพที่มีเอกภาพและเข้มแข็งที่สุด

           เมื่อผนวกกับตำรวจซึ่งมีหัวเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกัน ก็ย่อมทำให้ 4 เหล่าทัพเป็นเอกภาพที่ "การเมือง" ไม่อาจทำสุ่มสี่สุ่มห้าไปเล่นแร่แปรธาตุได้ง่ายๆ

           แล้วก็ชัดเจนว่า หากปล่อยให้ "แตะ" ตำแหน่ง ผบ.ตร.ได้ ตำแหน่ง ผบ.ทบ.ก็ไม่ใช่เรื่องยากเช่นกัน!

           ถึงแม้ว่าในส่วนของตำรวจนั้น การปรับย้ายที่ผ่านมามักใช้วิธีเปิดตำแหน่งใหม่ให้เป็นการเฉพาะ ไม่เหมือนกับ ตำแผน่ง ผบ.ทบ.ที่จะต้องใช้เสียงในสภากลาโหม แต่การจะเดินไปสู่จุดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เมื่อปัจจุบันกฎหมายเปิดทางให้ข้าราชการที่ถูกรังแกฟ้องร้องศาลปกครองได้

           แต่ทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้ แรงกดดันทั้งภายในพรรค และอาจจะมีจากเครือญาติ อาจทำให้ ยิ่งลักษณ์ ตัดสินใจเลือกที่จะเผชิญหน้ากับปัญหานี้ ทั้งที่ไม่จำเป็นเลยก็เป็นได้