ฉก.ทพ.41ผุดโครงการ'อุ้ม'เพื่อรอยยิ้ม
"โครงการแสงแห่งความหวัง" ฉก.ทพ.41 "อุ้ม" เพื่อรอยยิ้ม : ตะลุยกองทัพ โดย สุพิชฌาย์ รัตนะ
ภารกิจหลักของทหารในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากงานทางด้าน "ยุทธการ" แล้ว ภารกิจทางด้านสาธารณประโยชน์เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ยากไร้ก็จัดเป็นภารกิจที่สำคัญไม่แพ้กันตามยุทธศาตร์ "การเมืองนำการทหาร" ของรัฐบาล
“โครงการแสงแห่งความหวัง” ที่ดำเนินการโดย “หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41” จึงยึดถือนโยบายดังกล่าวอย่างเคร่งครัดและนำไปปฏิบัติในพื้นที่เคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบ ได้แก่ อ.รามัน อ.บันนังสตา และ ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา
พ.อ.คมกฤช รัตนฉายา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 เผยถึงจุดเริ่มต้นของโครงการดังกล่าวว่า ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งของประชาชนในพื้นที่ คือ การขาดโอกาสในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล และบริการด้านการแพทย์
โดยเฉพาะในกลุ่ม "ผู้สูงอายุ" จำนวนมากที่มักป่วยเป็นโรคตา เช่น ต้อเนื้อ ต้อกระจก ฉก.ทพ.41 จึงได้ริเริ่มโครงการดังกล่าวเพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้มีโอกาสในการรักษาโรคต้อเนื้อ และต้อกระจก เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ฉก.ทพ.41 ได้ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 12 สงขลา, คณะแพทย์จากบริษัท ทาสของแผ่นดิน จำกัด โดยมี คุณธานินท์ พันธ์ประภากิจ ประธานบริษัท ให้การสนับสนุนและร่วมโครงการ
โรงพยาบาลรามัน โดย นพ.รอซาลี ปัตยะบุตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบันนังสตา, หน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 12, หน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 15, เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง, ผู้นำท้องถิ่น และผู้นำศาสนา ร่วมดำเนินโครงการแสงแห่งความหวัง
ทั้งนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา โดยผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
โครงการแสงแห่งความหวังดำเนินการครั้งแรกเมื่อวันที่ 9-12 สิงหาคม 2552 ที่โรงพยาบาลรามัน จ.ยะลา มีประชาชนมาทำการตรวจรักษา 350 ราย มีผู้ป่วยรักษาต้อเนื้อ และต้อกระจก 140 ราย
ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 1-5 ธันวาคม 2552 ที่โรงพยาบาลบันนังสตา มีประชาชนมาทำการตรวจรักษา 300 ราย มีผู้ป่วยรักษาต้อเนื้อ และต้อกระจก 150 คน
ครั้งที่สาม เมื่อวันที่ 14-18 มกราคม 2553 ที่โรงพยาบาลรามัน จ.ยะลา มีประชาชนมาทำการตรวจรักษา 400 ราย มีผู้ป่วยมารักษาต้อเนื้อ และต้อกระจก 160 คน
พ.อ.คมกฤช ระบุว่า โครงการดังกล่าวยังมีบริการตรวจวัดสายตา และมอบแว่นตาให้แก่ประชาชนด้วย ซึ่งสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ คือ ผู้สูงอายุที่เข้ามารับการรักษาหายจากการเจ็บป่วย และสามารถกลับไปดำเนินชีวิตประจำวันอย่างปกติสุข
ที่สำคัญยังสามารถมองเห็น และสามารถปฏิบัติ "ศาสนกิจ" ตลอดจนสามารถอ่านคัมภีร์อัลกุรอานได้อีกครั้ง
ผบ.กรมทหารพรานที่ 41 กล่าวว่า การรักษาพยาบาลโรคที่เกี่ยวกับสายตา นอกจากจะต้องใช้ระยะเวลาในการเยียวยานานนับปีแล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีอยู่ก็มีจำนวนที่จำกัด ทำให้การเข้าถึงการรักษาพยาบาลของชาวบ้านในพื้นที่เป็นไปได้ยากมาก
ดังนั้น โครงการแสงแห่งความหวังจึงเป็นช่องช่องทางสำคัญที่ช่วยผูกไมตรีระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ผบ.กรมทหารพรานที่ 41 เล่าถึงการเข้าไปปฏิบัติภารกิจดังกล่าวแบบติดตลกว่า ทหารพรานของเราเข้าไปรับคนเฒ่าคนแก่ถึงบ้าน บางรายเดินไม่ได้ก็ต้องอุ้มมาส่งถึงโรงพยาบาล จนกลายเป็นการ "ปฏิบัติการอุ้ม" ที่สร้างรอยยิ้มให้แก่คนในพื้นที่เป็นอย่างมาก
ที่สำคัญภารกิจดังกล่าวยังไม่มีการแยกเขา-แยกเรา และแม้แต่ญาติพี่น้องของกลุ่มผู้หลงผิดก็ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมอย่างแท้จริง
"ความสำเร็จของโครงการนี้ทำให้ชาวบ้านเรียกร้องให้เราเข้าไปช่วยผู้สูงวัยที่เผชิญกับปัญหาโรคต้อเนื้อ ต้อกระจกเป็นจำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ของเราสามารถเข้าไปสร้างงานมวลชน โดยสามารถเข้าไปได้ทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สีใดก็ตาม"
จากความสำเร็จของโครงการแสงสว่างแห่งความหวังทำให้ขณะนี้มีการขยายพื้นที่ของโครงการต่อไปยัง อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เพื่อนำไปสู่การขยายพื้นที่ให้บริการทางการแพทย์เพื่อรักษาโรคต้อเนื้อ และต้อกระจก ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ผบ.กรมทหารพรานที่ 41 กล่าวย้ำว่า โครงการแสงแห่งความหวัง เป็นแนวทางที่ทุกฝ่ายร่วมกันน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบด้วยแนวทางสันติวิธี
นับเป็นการดำเนินนโยบายการเมืองนำการทหารที่ชาญฉลาด และสามารถ "ทลายกำแพงความรู้สึก" ของชาวบ้านให้เปิดใจยอมรับเจ้าหน้าที่มากขึ้น ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดีต่อการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นที่ดินแดนปลายด้ามขวานอย่างยั่งยืน



