คอลัมนิสต์

ว่าด้วย"ยี่ห้อการเมือง"

ว่าด้วย"ยี่ห้อการเมือง"

05 ส.ค. 2554

ว่าด้วย "ยี่ห้อการเมือง" : กระดานความคิด โดย แคน สาริกา

         ผมนั่งฟังนักเล่าข่าวหนุ่มที่ทุ่มเทใจเชียร์เสื้อแดง แสดงความรู้สึกผิดหวังในโผรายชื่อ "ครม.ปูจ๋า" เพราะเห็นมีแต่ "คนนอก" ไม่มีคนในพรรค และคนเสื้อแดง

          สำหรับเรื่องนี้ ทำให้ผมนึกเห็นบทความเก่าๆ ของอาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ได้เขียนถึงยุทธวิธีการตลาดที่ว่าด้วย "การสร้างยี่ห้อการเมือง" (Political Brand Name)

          "ยี่ห้อการเมืองมีประโยชน์อย่างน้อย 2 สถาน ด้านหนึ่ง หากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความภักดีต่อยี่ห้อ (Brand Royalty) พรรคการเมืองเจ้าของยี่ห้อย่อมมีหลักประกันคะแนนเสียงเลือกตั้งระดับหนึ่ง ในการสร้างความภักดีต่อยี่ห้อ พรรคการเมืองต้องมีความสามารถในการผลิตบริการความสุขส่งมอบให้แก่ประชาชนในระดับน่าพอใจได้...

          "พรรคไทยรักไทยประสบความสำเร็จ ในการนำเสนอเมนูนโยบายชุดประชานิยม อีกทั้งทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นด้วยการปฏิบัติตามพันธสัญญา ในอีกด้านหนึ่ง หากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความภักดีต่อยี่ห้อพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใด พรรคการเมืองนั้นย่อมเป็นที่หมายปองของนักเลือกตั้งและมีแรงดึงดูดนักการเมืองที่มีศักยภาพในการชนะการเลือกตั้งได้"

          ผ่านฤดูการเลือกตั้ง 2550 และ 2554 ยิ่งตอกย้ำว่า "ยี่ห้อทักษิณ" ติดตลาดและติดลมบนแล้ว

          ดังนั้น การคัดสรรตัวคณะรัฐมนตรี ย่อมปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะมีบทบาทชี้ขาดว่าใครจะได้ตำแหน่งใด?

          ย้อนกลับมาที่ยี่ห้อการเมือง กับ ส.ส.บ้านเรา ซึ่งในตลาดการเมืองมีมานานแล้ว อาทิ ยี่ห้อ 'ศิลปอาชา' กับคนสุพรรณบุรี, ยี่ห้อ 'เทียนทอง' กับชาวสระแก้ว, ยี่ห้อ 'คุณปลื้ม' กับชาวชลบุรี, ยี่ห้อ 'ชิดชอบ' กับคนบุรีรัมย์, ยี่ห้อ 'ลิปตพัลลภ' กับคนโคราช, ยี่ห้อ 'หาญสวัสดิ์' กับชาวปทุมธานี, ยี่ห้อ 'อดิเรกสาร' กับชาวสระบุรี, ยี่ห้อ 'สะสมทรัพย์' กับคนนครปฐม ฯลฯ

          ยี่ห้อดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคลและกลุ่มตระกูล ซึ่งหากว่าใครไม่สามารถสร้างความจงรักภักดีให้คงอยู่ในใจชาวบ้านได้ ก็ต้องเสื่อมความนิยมลงไป

          อาจารย์รังสรรค์ จึงชี้ให้เห็นว่า "พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคแรกที่ทุ่มเทการสร้างยี่ห้อ เพื่อให้ยี่ห้อพรรคการเมืองเข้าไปแทนที่ยี่ห้อนักการเมือง และเพื่อให้ยี่ห้อพรรคการเมืองเข้าไปแทนที่ความภักดีต่อยี่ห้อนักการเมือง"

          ผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ยิ่งสะท้อนถึง "อาการเสื่อม" ของยี่ห้อการเมืองเดิมๆ เพราะมีผู้สมัคร ส.ส.ในตระกูลดังกล่าว พากันสอบตกอย่างไม่น่าเชื่อ หรือพวกที่สอบได้ก็อาศัยใบบุญแบรนด์ทักษิณเข้าสภา ปรากฏการณ์ข้างต้นนี้ สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงบนถนนเลือกตั้ง นักการเมืองโบราณยอมรับว่า ยี่ห้อพรรคทักษิณมีผลต่อชัยชนะในการเลือกตั้งมากกว่ายี่ห้อตนเอง

          จำได้ว่า ตอนที่มีชัยชนะอย่างท่วมท้นในปี 2548 พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มองข้ามช็อตไปถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยพรรคจะเป็นผู้เลือกผู้สมัคร ส.ส. ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบเขต โดยใช้ระบบเหมือนอย่างสหรัฐอเมริกา อันหมายถึงการทำพรรคมวลชนแบบเต็มรูป

          บังเอิญว่า เกิดรัฐประหาร 19 กันยา ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเปลี่ยนแนวรบจากในสภา ไปสู่นอกสภา ด้วยการร่วมมือกับกลุ่มพลังประชาธิปไตยอื่นๆ ที่ไม่พอใจอำนาจเผด็จการทหาร

          การต่อสู้บนท้องถนน ก่อให้เกิด "ขบวนการคนเสื้อแดง" และกลายมาเป็นยุทธศาสตร์ "สองขา" คือ พรรคการเมืองของทักษิณกับภาคประชาชนสีแดง

          ขบวนการคนเสื้อแดง จึงมีสภาพไม่ต่างจาก "สาขาพรรค" และในการเลือกตั้งที่ผ่านมา คนเสื้อแดงทำหน้าที่ราวกับ "ผู้ปฏิบัติงานมวลชน" ของพรรคเพื่อไทย ด้วยความเต็มใจและมุ่งมั่นจะเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง

          จะว่าไปแล้ว พรรคประชาธิปัตย์มีแนวทางการสร้างพรรคให้เป็น "พรรคมวลชน" โดยผ่านระบบสาขาพรรคมานานแล้ว แต่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีการปรับวัฒนธรรมองค์กรให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ สาขาพรรคจึงถูกแช่แข็ง และตกอยู่ในสภาพตายซาก

          ผิดกับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคของทักษิณ ที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก "พรรคเถ้าแก่" ไปสู่ "พรรคมวลชน" และเหตุที่มันไม่เป็นพรรคมวลชนตามทฤษฎีรัฐศาสตร์ เพราะในวันนี้ โครงสร้างความเป็นเจ้าของพรรค ยังกระจุกอยู่ที่ตระกูลชินวัตร

          ฉะนั้นในอนาคตอันใกล้ เราอาจได้เห็นการท้าพิสูจน์ความนิยมในหมู่มวลชน ระหว่างแบรนด์ทักษิณ กับแบรนด์เสื้อแดง !