คอลัมนิสต์

สปิริตนักการเมือง

สปิริตนักการเมือง

05 ส.ค. 2554

สปิริตนักการเมือง : บทบรรณาธิการ

          แม้สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หลายจังหวัดภาคเหนือและภาคอีสานเริ่มคลี่คลายลงบ้างแล้ว หากแต่ภาพแห่งความทรงจำและร่องรอยความวิบัติเสียหายย่อมยังคงประทับตราตรึงอยู่ในจิตใจของผู้ประสบภัยทุกๆ คน เพราะมันคือปรากฏการณ์เลวร้ายซ้ำซากจำเจ พอๆ กับการละทิ้ง ขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างแท้จริงและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ความช่วยเหลือทั้งเฉพาะหน้าและในระยะยาว

           ที่น่าเจ็บปวดยิ่งไปกว่านั้นก็คือ อุทกภัยครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม ไม่นานนัก และอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านอำนาจบริหารจากรัฐบาลชุดเก่าให้แก่ผู้บริหารคณะใหม่ อย่างที่เรียกกันว่า ช่วงสุญญากาศ จนเกิดสภาพที่ไม่มีใครลงไปอำนวยการบรรเทาทุกข์ และเยียวยาผู้ประสบเคราะห์กรรมอย่างจริงจังเหมือนเช่นในฤดูรณรงค์แข่งขันหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งจะเห็นได้ว่า หัวหน้าพรรคการเมืองคู่แข่งต่างชิงไหวชิงพริบและชิงพื้นที่กัน เพื่อให้เข้าถึงประชาชนมากที่สุด แม้อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่ได้อยู่ฝ่ายบริหารหรือว่ามีอำนาจหน้าที่โดยตรงก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังความยินดีแก่ราษฎรถ้วนหน้า จนอาจทำให้พลอยคิดเคลิ้มไปว่า นักการเมืองคือที่พึ่งพิงยามเดือดร้อนจริงๆ

           หลังการเลือกตั้งผ่านพ้น ตามด้วยขบวนแห่และป้ายขอบคุณประชาชนตามมารยาทแล้ว ประชาชนก็กลับมาอยู่ในภาวะปกติ ใช้ชีวิตประจำวันต่อไปอย่างเปลี่ยวเหงาเดียวดาย เหมือนกับที่เคยมีคำกล่าวประชดประชันอยู่เนืองๆ ว่า อำนาจจะอยู่ในมือประชาชนตราบจนกระทั่งการหย่อนบัตรเลือกตั้งเสร็จสิ้น เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคเหนือและภาคอีสานคราวนี้ คืออีกบทพิสูจน์หนึ่งถึงความจริงใจของนักการเมืองที่มีต่อประชาชน

           หากแต่สำคัญยิ่งไปกว่าการปฏิบัติตนในฐานะนักการเมือง ซึ่งต้องการคะแนนเสียงสนับสนุนแล้ว ที่จะละเว้นไม่กล่าวถึงไม่ได้โดยเด็ดขาดก็คือ หน้าที่ของฝ่ายบริหาร ซึ่งแม้จะอยู่ในช่วงของรัฐบาลรักษาการ มีบางกิจกรรมที่ไม่พึงกระทำเพื่อรักษามารยาททางการเมืองก็ตาม หากแต่ยังมีอีกหลายเรื่อง ซึ่งถือเป็นหน้าที่โดยตรงที่รัฐบาลรักษาการจะต้องลงมือทำอย่างไม่รีรอ ก็คือ เหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ โดยเฉพาะเหตุการณ์ร้ายภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้น มิใช่ว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำ มิเช่นนั้นแล้ว กฎหมายจะกำหนดให้รักษาการเพื่ออะไร

           ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นครั้งนี้ได้ฟ้องร้องแก่สาธารณชนถึงความจริงใจของนักการเมือง ซึ่งเมื่อได้คะแนนเสียงจากประชาชนไปแล้ว ก็พากันละทิ้งเจ้าของคะแนนเสียงเหล่านั้น หากปล่อยให้สภาพการณ์เช่นนี้ดำรงอยู่ต่อไป สักวันหนึ่งประชาชนอาจคิดว่า พวกเขาถูกปล้นชิงอำนาจไปและหมดหวังกับการเมืองก็เป็นได้