
นับถอยหลังสู่ความจริง'ปู'ต้องเผชิญ
นับถอยหลังสู่ความจริงที่ต้องเผชิญ : ขยายปมร้อน โดย ศรายุทธ สายคำมี
ไม่รู้ว่าความรู้สึกของคนที่กำลังจะเป็น "นายกรัฐมนตรี" ที่เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงจะเป็นอย่างไร ตื่นเต้น ตื่นตัว ดีใจ ต่อความสำเร็จที่กำลังจะได้เชยชมอย่างสมใจ
น่าเชื่อว่า ความรู้สึกเช่นนี้สำหรับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้ว คงไม่เหมือนกับวันที่ก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของ เอสซี แอสเสท เป็นแน่ ถึงแม้ว่า ความจริงแล้วนี่ ก็ไม่ต่างกันมากนัก เพราะเป็นการบริหารจัดการของ "พี่ชายที่แสนดี"
แต่ก็นั่นแหละ ความรู้สึกในจังหวะที่โหวตรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสภา คงจะท่วมท้นล้นปรี่มากกว่าความรู้สึกที่ได้เห็นการโหวตเสียงในสภาเพื่อเลือกประธานและรองประธานอีก 2 คน ชนิดที่เรียกว่า ไม่มีแตกแถวสักเสียงเดียว
ท่ามกลางการบริหารจัดการที่ดีนั้น กลับอดรู้สึกแสดงความเป็นห่วงนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยไม่ได้ว่า เอาเข้าจริง จะบริหารประเทศนี้ได้มากน้อยเพียงใด
เพราะการรอให้ "นายกฯ เงา" จากดูไบ สั่งการไปเสียทุกเรื่องก็คงจะเป็นไปไม่ได้
ไม่ต้องดูอื่นไกล เอาแค่การชี้แจงเรื่องการเลือก วิสุทธิ์ ไชยณรุณ เป็นรองประธานสภาคนที่ 2 คำตอบจากยิ่งลักษณ์ทำให้สื่อมวลชนออกอาการเป็นห่วง ไม่ได้รุกไล่จนครบถ้วนกระบวนความ
เพราะตามความเป็นมานั้น วิสุทธิ์ บังเอิญไปถูกเอ่ยชื่อถึงในคดีระเบิดแมนชั่นใน จ.นนทบุรี ช่วงที่ระเบิดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเมืองหลวง
บังเอิญว่าเลขาฯ กรรมาธิการที่ วิสุทธิ์ เป็นประธานอยู่นั้น ไปโอนเงินให้ผู้ที่มีชื่ออยู่ในสำนวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
แต่ ยิ่งลักษณ์ ตอบเพียงว่า "เราพิจารณาที่คุณสมบัติและความสามารถ เพราะนายวิสุทธิ์ ก็เป็นส.ส.มาหลายสมัย มีความรู้ความเข้าใจกับงานสภาเป็นอย่างดี เราพิจารณาในหลักการตรงนั้นมากกว่า"
ยิ่งลักษณ์ ย้ำว่า เรื่องราวแต่หนหลังที่อาจเกี่ยวพันกับคดีระเบิดนั้น "เป็นรายละเอียดส่วนตัว"
ดีที่คดีนี้ไม่ได้สาวมาจนต้องสอบสวนเอาผิด วิสุทธิ์ แต่การตอบของ ยิ่งลักษณ์ หากใส่ใจ หรือ คนป้อนข้อมูลให้ดีพอ ก็คงจะตอบได้ชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วว่า วิสุทธิ์ ไม่ได้อยู่ในสำนวนการสอบสวนของตำรวจ เพียงแต่เชิญให้ไปให้ข้อมูลแค่นั้น
เมื่อไม่มีข้อมูล ยิ่งลักษณ์ ก็เลยออกไปไกลว่า นั่นเป็นรายละเอียดส่วนตัว ทั้งที่หากเรื่องนี้เป็นคดีความ ก็นับเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเข้าขั้นก่อการร้ายเลยทีเดียว
"ผู้ไม่รู้ก็ย่อมไม่ผิด" ปราชญ์ท่านว่าอย่างนั้น แต่ในกรณี ยิ่งลักษณ์ ไม่รู้ว่าจะใช้ได้หรือไม่
ยิ่งเมื่อมาดูว่าที่รัฐมนตรีที่กำลังจัดสรรกันอยู่ ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่า ยิ่งลักษณ์ กำลังตกอยู่ในวงล้อม
ถึงแม้จะพยายามตั้งกลุ่มงานกลุ่มปัญหามาศึกษาเพื่อจะหาว่าที่รัฐมนตรีในกลุ่มนั้นๆ แต่เอาเข้าจริง "ศาสตร์" มันก็ต้องไปพร้อมกับ "ศิลป์" ที่อย่างหลังนี่แทบไม่เกี่ยวกับ "เจตนารมณ์" ที่ตั้งกลุ่มงานมาตั้งแต่ต้น
ความตั้งอกตั้งใจว่าจะจัดสรร "ครม.ปูแดง" ให้ดีที่สุด ทำงานเพื่อสร้างภาพลักษณ์ และการยอมรับของประชาชนออกมาให้ดีที่สุด เอาเข้าจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
"อยากให้ ส.ส.ทุกคนใจเย็นๆ ก่อน เพราะพรรคไม่เคยลืมผู้ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพรรคมาโดยตลอดแน่"
นั่นคือถ้อยแถลงของ ยิ่งลักษณ์ ในวันถัดมา หลังจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่พูดจาดูจะไม่ยี่หระกับสถานะในอนาคตว่าจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ แต่ใครก็รู้ว่า ทันทีที่ ร.ต.อ.เฉลิม ลาออกจากตำแหน่งประธาน ส.ส.พรรค ก็ลงพื้นที่ช่วยส.ส.ทั่วประเทศเปิดเวทีหาเสียง
แต่ ร.ต.อ.เฉลิม บอกว่า จนถึงวันที่ให้สัมภาษณ์ก็ไม่มีใครติดต่อทาบทามให้ไปเป็นรัฐมนตรี
เช่นเดียวกับกลุ่ม "ตท.10" อดีตนายทหารเพื่อนร่วมรุ่นกับ ทักษิณ ชินวัตร ที่เดินออกจากกองทัพ เข้าร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย และมีส่วนไม่มากก็น้อยในการวางแผน หาข่าวระหว่างที่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดง ก็เปิดตัวคัดค้านเต็มที่ หากพรรคเพื่อไทยเลือก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ขึ้นรับตำแหน่ง รมว.กลาโหม
นี่เป็นเพียงแค่หนังตัวอย่างในจังหวะชุลมุนช่วงตั้ง ครม.ยังมีกลุ่มก๊วนภายในพรรค โดยเฉพาะแกนนำคนเสื้อแดงที่ยังรอดูท่าทีที่ชัดเจนก่อนว่า หากไม่ให้เป็นเสนาบดีแล้ว จะให้ "ไพร่" อยู่ในสถานะใด หรือให้อะไรตอบแทน "ไพร่"
แล้วก็ยังไม่นับพรรคร่วมรัฐบาลที่ต่างก็เฝ้ารอว่า ที่สุดแล้ว พรรคเพื่อไทยจะโยนเศษเนื้อข้างเขียงชิ้นใดมาให้
จริงอยู่ ในฐานะที่เป็นเพียง "ใบเฟิร์น" หรือแม้แต่ "จานรองแจกัน" แต่หากพรรคเพื่อไทยจะดึงดันรวบไว้คนเดียว หากใบเฟิร์นและจานรองแจกันเกิดแรงฮึด ถอนตัวออกมาดื้อๆ ถามว่าความชอบธรรมจะยังมีอยู่กับพรรคเพื่อไทยอีกหรือไม่ แม้เสียงที่ได้รับเลือกมาจะเกินกึ่งหนึ่งของสภาก็ตาม
สายวันที่ 5 สิงหาคม อาจเป็นวันที่ ยิ่งลักษณ์ ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นกับชีวิต ถึงแม้จะร่ำเรียนจบรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
แต่ก็น่าเชื่อว่า ในวันนี้ ยิ่งลักษณ์ คงรู้แล้วว่า พรจากนางฟ้าสิ้นสุดที่ตรงนั้น ส่วนที่เหลือคือความจริงที่ต้องเผชิญ ความจริงที่ว่า คืออยู่ในวงล้อมที่ไม่รู้จะดิ้นหลุดออกไปได้อย่างไร ตราบใดที่กลไกควบคุมยังอยู่ที่พี่ชายที่แสนดี



