คอลัมนิสต์

บทเรียน"ทองนาค เสวกจินดา"

บทเรียน"ทองนาค เสวกจินดา"

03 ส.ค. 2554

บทเรียน"ทองนาค เสวกจินดา" : บทบรรณาธิการ

           กลางวันแสกๆ ของวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 มือปืนสองคนซ้อนจักรยานยนต์จ่อยิง "ทองนาค เสวกจินดา" แกนนำต่อต้านการขนถ่านหิน เสียชีวิตบริเวณร้านขายก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้านเลขที่ 70 หมู่ 4 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร นับเป็นคดีที่อุกอาจยิ่ง เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางวัน และคนที่ตกเป็นเหยื่อของกระสุนปืนคือ การนำคนสำคัญในการขับเคลื่อนต่อต้านการขนย้ายถ่านหินผ่านทางทะเลมาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือใน ต.ท่าทราย นั่นเอง ซึ่งชาวท่าทรายจำนวนไม่น้อย รวมถึงพื้นที่อื่นที่ได้รับผลกระทบก็ต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นชาวประมง ชาวสวนผลไม้ หรือแม้แต่ชาวสวนไม้ดอกไม้ประดับอย่าง สวนกล้วยไม้ ก็ออกมาร่วมคัดค้าน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จากการใช้ถ่านหินสนับสนุนอยู่ เช่น อุตสาหกรรมต่อเนื่องจากการประมง เป็นต้น

            การออกมาต่อสู้คัดค้านของชาวบ้านกลุ่มนี้ดำเนินมายาวนานนับปี จนถึงขั้นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร สั่งปิดท่าเรือมาแล้ว เพราะถือว่าเป็นท่าเรือที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การก่อสร้างไม่ได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่า แต่แม้ผู้ว่าราชการจังหวัดจะสั่งปิดท่าเรือไปแล้ว ก็ยังเห็นมีการขนถ่านหินอยู่อย่างต่อเนื่อง "ทองนาค" จึงแสดงบทบาทนำด้วยการนำชาวบ้านกลุ่มต่อต้านไปไล่จับการขนย้ายถ่านหินด้วยตัวเอง และส่งตำรวจดำเนินคดี แน่นอนว่า การเคลื่อนตัวของกลุ่มต่อต้านถ่านหินย่อมกระทบต่อธุรกิจในย่านนั้นที่ใช้ถ่านหินเป็นพลังงาน และหากจะถึงขั้นต้องเปลี่ยนพลังงานอาจต้องลงทุนมากขึ้น และต้นทุนสูงขึ้น นักลงทุนจึงไม่นิยมแนวทางนั้น การไล่ล่าเอาชีวิตแกนนำต่อต้านจึงเกิดขึ้น

            ถ้าการทำธุรกิจอยู่บนพื้นฐานของ "ธรรมาภิบาล" ก็ไม่น่าจะมีปัญหา ซึ่งการทำธุรกิจที่อยู่บนพื้นฐานของธรรมาภิบาลนั้น ต้องเป็นโครงการที่รับผิดชอบต่อสังคม ทั้งในแง่ของคุณธรรม จริยธรรม และสิ่งแวดล้อม แต่ที่ผ่านมาถ้ามองผ่านกลุ่มต่อต้าน การขนย้ายถ่านหินที่ผ่านมา ยังไม่ได้รับผิดชอบต่อสังคมมากนัก เพราะยังขนย้ายแล้วหล่นเรี่ยราดลงทะเล ก็กระทบต่อวิถีของชาวประมง โดยเฉพาะประมงพื้นบาน แถมฝุ่นละอองจากถ่านหินยังไปกระทบโดยตรงต่อการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ ที่เป็นวงจรชีวิตของคนที่มหาชัยด้วย และการออกมาต่อต้านของชาวบ้านเป็นบทสะท้อนว่า ผู้ทำธุรกิจถ่านหินยังไม่รับผิดชอบต่อสังคมเท่าไหร่นัก

            แต่การแก้ไขปัญหาด้วยการตามเด็ดชีพแกนนำต่อต้านนั้น ไม่ใช่สูตรสำเร็จว่า เมื่อแกนนำจบชีวิตลงแล้วทุกอย่างจะจบตามไปด้วย แต่ปัญหาจะยิ่งลุกลามบานปลายออกไปมากยิ่งกว่าด้วยซ้ำ ตามทฤษฎี "ตายสิบเกิดแสน" ก็จะเห็นได้ว่า เมื่อทองนาค เสวกจินดา จบชีวิตลง กระแสคลื่นของผู้คนยิ่งออกมาต่อต้านแรงขึ้น และสุดท้ายศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งคุ้มครอง ด้วยการห้ามขนย้าย ห้ามเก็บ และห้ามใช้งานถ่านหินในเขต ต.ท่าทราย อีกต่อไป นั่นคือจุดจบของธุรกิจที่ไม่โปร่งใส ไม่มีธรรมาธิบาล หรือไม่รับผิดชอบต่อสังคมนั้นเอง