คอลัมนิสต์

ภูมิหลังท่านประธาน

ภูมิหลังท่านประธาน

03 ส.ค. 2554

ภูมิหลังท่านประธาน : ขยายปมร้อน โดย สมถวิล เทพสวัสดิ์

           เป็นไปตามคาดผลการเลือก "ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร" เป็นของ "พรรคเพื่อไทย" ทั้ง 3 คน ถือเป็นการเลือกชนิดไร้คู่แข่ง เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้านมีมติไม่ส่งบุคคลชิงตำแหน่งประธานสภา และรองประธานในการประชุมสภา เพราะผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เกินครึ่ง

            ทำให้การเลือก "ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร" ไม่ต้องมีการลงคะแนน เพราะตามระเบียบข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถ้ามีการเสนอชื่อผู้ใดเพียงชื่อเดียว ให้ถือว่าผู้ถูกเสนอชื่อนั้นเป็นผู้ได้รับเลือก

            ดังนั้น "ขุนค้อน" สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย จึงได้รับเลือกเป็น "ประธานสภาผู้แทนราษฎร" คนที่ 29 ถือว่าเป็นการหวนคืนมาทำหน้าที่ "บนบัลลังก์" ฝ่ายนิติบัญญัติอีกครั้ง

            เพียงแต่การกลับมาทำหน้าที่ในครั้งนี้ยิ่งใหญ่ เพราะครั้งนี้ "สมศักดิ์" ได้นั่งตำแหน่ง "ประธานสภาผู้แทนราษฎร" ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสูงสุดของ "ฝ่ายนิติบัญญัติ"

            ขณะที่ในสมัยที่ดำรงตำแหน่ง "รองประธานสภาผู้แทนราษฎร" ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2540 ครั้งที่สังกัดพรรคความหวังใหม่ สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และครั้งนั้นทำให้ "สมศักดิ์" ได้รับฉายาว่า "ขุนค้อน" เนื่องจากได้นำค้อนขึ้นมาเคาะบนบัลลังก์ แบบเดียวกับที่ใช้ในศาลยุติธรรมในต่างประเทศ เพื่อระงับเหตุเมื่อเกิดการโต้เถียงของสมาชิก

            และผลการเลือกตั้งครั้งนี้ "จังหวัดขอนแก่น" ถือเป็น 1 ใน 13 จังหวัดของภาคอีสานที่พรรคเพื่อไทย "ชนะยกจังหวัด" หากจะมองว่าเป็น "รางวัล" ที่ "สมศักดิ์" นำทีมพาสมาชิกพรรคเพื่อไทยเข้าสภามาทั้ง 10 เขต ก็คงไม่ผิดจากความเป็นจริงเท่าใดนัก

            สำหรับ "สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน ระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และจบปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

            เดิม "สมศักดิ์" เป็นแกนนำกลุ่มอีสานพัฒนา แต่เมื่อเข้ารับตำแหน่ง รมว.วัฒนธรรม ในรัฐบาลของสมัคร สุนทรเวช ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นภายในกลุ่ม "สมศักดิ์" จึงแยกตัวออกมาตั้งกลุ่มใหม่ชื่อ "กลุ่มขุนค้อน"

            ต่อมาสมัยรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ "สมศักดิ์" ได้รับตำแหน่งเป็น "รมว.ยุติธรรม" ปัจจุบัน "สมศักดิ์" เป็น ส.ส.ขอนแก่น 9 สมัย และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2553

            ส่วนตำแหน่ง "รองประธาน" ทั้ง 2 คน ถือเป็นการพลิกโผจากหน้าสื่อทั้งสองคน ได้แก่ "เจริญ จรรย์โกมล" ที่ได้รับเลือกเป็น "รองประธานสภาคนที่ 1" ถือเป็นนักการเมืองที่อยู่ในสภามานาน โดยเป็น ส.ส.ชัยภูมิ 7 สมัย จบการศึกษาปริญญาตรี คณะนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง

            ผ่านงานในสภามาพอสมควร "เจริญ จรรย์โกมล" เคยเป็นอดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ปี 2538 เป็นประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์, ประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม และตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร

            "เจริญ" ถือว่าเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญงานในสภาหลายด้านโดยเฉพาะด้าน "งบประมาณ" การทำหน้าที่ในสภาได้รับการขานรับจากสมาชิกทั้งฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน

            แต่ชื่อเสียงของเจริญนั้น ในบรรดานักเคลื่อนไหว นักชุมนุม เจริญ ก็ได้รับการขานรับด้วยเช่นกัน

            สำหรับ "รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2" วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย เข้ามานั่งในตำแหน่งนี้ชนิดพลิกความคาดหมายแม้กระทั่ง "วิสุทธิ์" เอง ก็ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าจะได้รับการเสนอชื่อในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคให้เป็น "รองประธานสภาคนที่ 2"

            จะเห็นได้จากการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา "เจริญ" และ "วิสุทธิ์" ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม

            โดยเฉพาะ "วิสุทธิ์" ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวระหว่างเดินขึ้นบันไดเพื่อเข้าห้องประชุมด้วยสีหน้างงๆ เมื่อทราบจากสื่อว่าได้รับการเสนอเชื่อเป็น "รองประธานสภาคนที่ 2"

            "วิสุทธิ์" เป็น ส.ส.พะเยา 5 สมัย เคยเป็นกรรมาธิการการแรงงาน กรรมาธิการการคมนาคม ที่ปรึกษา รมช.แรงงาน และประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร ถูกมองว่าได้รับการเลือกให้นั่งตำแหน่งรองประธานคนที่ 2 ครั้งนี้ เพราะโควตาภาคเหนือสาย "เจ๊แดง" เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

            ชื่อของ "วิสุทธิ์" ก่อนหน้าที่มีชื่อปรากฏเป็นข่าวดังกรณี น.ส.วสา เทพเรียน ซึ่งเป็นเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินฯ ที่ "วิสุทธิ์" เป็นประธาน ที่มีข่าวว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับโอนเงินให้นายกษิ ดิฐธนรัชต์ นักธุรกิจปุ๋ยยูเรียข้ามชาติ ค้าขายอยู่แถวตะวันออกกลาง หนึ่งในผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิดสมานเมตตาแมนชั่น อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นคนให้เงินนายสมัย วงศ์สุวรรณ อดีตการ์ด นปช. มาเช่าห้องพัก

            "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย ออกมาปกป้องว่าว่า กรณีดังกล่าวจะไม่กระทบต่อการทำหน้าที่รองประธานสภา

            แต่อย่าลืมว่าการทำหน้าที่ "ประธานฝ่ายนิติบัญญัติ" ในยุคที่พรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ "ฝ่ายค้าน" ในสภาหากการทำหน้าที่ "ประธาน" ยึดหลักพวกพ้องมากกว่ายึดหลักกฎหมาย-ข้อบังคับการประชุมพูดได้คำเดียวว่า "เหนื่อย"!