คอลัมนิสต์

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อกม.หมดความศักดิ์สิทธิ์

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อกม.หมดความศักดิ์สิทธิ์

01 ส.ค. 2554

เมื่อการบังคับใช้กฎหมายกำลังหมดความศักดิ์สิทธิ์ไปอะไรจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา : กระดานความคิด โดย พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์

          เป็นที่ทราบโดยทั่วไปครับ ว่าในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยนั้น “ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ” แต่จะไปใช้สิทธิ์เสรีภาพนั้น ก้าวก่าย รุกล้ำ หรือไปลิดรอนสิทธิ์ของผู้อื่นไม่ได้ แต่คนที่เกิดมาในโลกนี้มีมากมายหลายชนิด ส่วนหนึ่งก็เกิดเป็นคนไปตลอดชีวิต คือ ดีกว่าสัตว์เล็กน้อย ที่พูดได้และกินอาหารที่สุกแล้ว ส่วนใหญ่ก็กลายจากคนมาเป็นมนุษย์ มีศีลธรรม, เคารพกฎหมาย, รักชาติ, รู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น เมื่อโลกมีคน 2 แบบ ก็จำเป็นต้องมีกฎกติกา หรือ กฎหมายไว้ควบคุม “คน” ที่ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ให้ไปรุกรานคนอื่น กฎหมายทั่วโลกจึงเกิดขึ้นและเจริญมาจนทุกวันนี้

           ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาวิกฤติทางการบังคับใช้กฎหมายครับ นับตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ขึ้นมาถึงเรื่องใหญ่ๆ ที่เห็นในปัจจุบัน คือ นับตั้งแต่การควบคุมระเบียบการจราจรที่เลวร้ายลงตามลำดับ, การเข้าควบคุมพื้นที่สาธารณะเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการค้าของผู้มีสีทั้งหลาย, การรวมกลุ่มขี่จักรยานยนต์โบกธงในที่สาธารณะ ซึ่งมีบ่อยครั้งมาก (ในภาคใต้การรวมกลุ่มขี่จักรยานยนต์โบกธง เริ่มขึ้นก่อนที่จะมีความรุนแรงเกิดขึ้น), การข่มขู่องค์กรอิสระต่างๆ รวมไปถึงศาลยุติธรรมด้วย

           การละเมิดกฎหมายในรูปแบบนี้ กำลังแพร่กระจายออกไปสู่ความรับรู้ของประชาชนมากขึ้นตามลำดับ ทำให้ประชาชนที่ทำมาหากินตามปกติ เริ่มเห็นว่าการพึ่งพาอำนาจทางกฎหมายไม่มีผลแน่นอน ดังนั้นการรวมตัวเป็นกลุ่มต่างๆ จึงมีความจำเป็นขึ้นในการต่อรองกับอำนาจรัฐที่ไม่มีมาตรฐาน ขอยกตัวอย่างให้เห็น เช่น ถ้าถูกตำรวจจับไม่ว่าสาเหตุใด ไม่มีพวก ไม่มีกลุ่ม จะไม่ได้รับความยุติธรรมแน่นอน แต่ถ้ามีพวก มีกลุ่ม ตำรวจจะไม่กล้าทำอะไรนอกกรอบของกฎหมาย ความรู้สึกแบบนี้กำลังระบาดทั่วไปในสังคมไทยครับ ในช่วงหลังการเลือกตั้งมาถึงปัจจุบันนี้ มีการจัดตั้งรวมกลุ่มคนที่มีอาชีพเดียวกัน หรือมีความคิดเห็นทางการเมืองคล้ายๆ กันขึ้น 3-4 กลุ่มแล้ว แม้กระทั่งในระบบราชการเองก็เกิดความสับสนในเรื่องกฎระเบียบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้าย, การให้บำเหน็จ ฯลฯ วันนี้ตำรวจมากกว่าสิบคนบอกผมว่า ผมถูกย้ายแน่ครับ ไม่รู้จะทำงานไปทำไม ไม่ใช่แค่ตำรวจเท่านั้น แต่มันลุกลามปั่นป่วนไปเกือบทุกกระทรวงครับ

           ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เพราะการเมืองก้าวล้ำเข้าไปในระบบราชการมากเกินไป ไม่ได้ยุ่งในระดับหัวหน้าหน่วยงานเท่านั้น แต่ลุกลามไปถึงระดับกอง และแผนกแล้ว ความไม่มั่นใจในกฎระเบียบและกฎหมาย ทำให้ข้าราชการต้องหันมาพึ่งพานักการเมืองเกือบ 100% ในขณะที่ประชาชนต้องรวมกลุ่มกันเพื่อป้องกันตัวเอง จากการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นมาตรฐานของหน่วยงานรัฐ หรือการละเลยไม่บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีให้เห็นเป็นปกติตั้งแต่เดินออกจากบ้าน

           ปัจจุบันรัฐบาลใหม่ก็ยังตั้งหลักไม่ได้ นับตั้งแต่นโยบายที่หาเสียงซึ่งน่าจะทำไม่ได้ในหลายเรื่อง แต่ก็จำเป็นต้องดื้อทำเพราะหาเสียงไปแล้ว, สถานภาพของนายกฯ คนใหม่ และ ส.ส.อีกหลายคน ยังต้องลุ้นปัญหาข้อกฎหมายอยู่, การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนที่ไม่ยอมรับฟังพรรคเพื่อไทย โดยการออกมากล่าวหาว่าทหารฆ่าประชาชนจากการเผาบ้านเผาเมืองที่ราชประสงค์, การขอยกเลิกมาตรา 112 และการจัดตั้งขยายตัวของกลุ่มเสื้อแดงที่เริ่มซ้อนอำนาจการปกครองของประเทศ ฯลฯ

           ผู้แก้ไขปัญหานี้ คือ รัฐบาลชุดใหม่ ที่ต้องแสดงสถานภาพให้เห็นว่า รัฐบาลยอมรับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและยุติธรรม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร, ต้องกำกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงให้อยู่ในกรอบที่ทำให้ประชาชนทั่วๆ ไปเชื่อว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะอยู่ร่วมกับพวกเขาอย่างสันติได้ และก้าวข้ามคุณทักษิณ และนายฮุน เซน ไปชั่วคราวก่อน เพื่อให้ประชาชนมีความรู้สึกที่ดีต่อรัฐบาลว่า พวกเขายังพึ่งพากฎหมายของบ้านเมืองอยู่ได้เช่นเดิม ไม่เช่นนั้นวิกฤติของชาติครั้งใหม่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ และจะรุนแรงกว่าทุกครั้ง