
มารยาททางการทูต
มารยาททางการทูต : บทบรรณาธิการ
"ความวัว" กรณีศาลโลกมีคำสั่งให้ไทยและกัมพูชาถอนทหารออกจากพื้นที่ที่กำหนดเป็นเขตปลอดทหาร ยังไม่ทันจางหาย "ความควาย" ก็เข้ามาแทรก กรณีศาลเยอรมันได้สั่งอายัดเครื่องบินส่วนพระองค์โบอิ้ง 737 ตามคำขอของบริษัทวอลเตอร์ บาว คู่พิพาทของรัฐบาลไทย อีกทั้งยังมีคำสั่งให้ไทยวางเงินประกันจำนวน 850 ล้านบาท เพื่อเป็นหลักประกันในการถอนอายัด
ด้านเอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ด้วยท่าทีแข็งกร้าวเรียกร้องให้รัฐบาลไทยจ่ายเงินค่าชดเชยแก่บริษัทวอลเตอร์ บาว เพิ่มเป็น 1,558 ล้านบาท ทั้งยังขู่ด้วยว่าหากรัฐบาลไทยเพิกเฉยก็อาจจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าของ 2 ประเทศ ทั้งๆ ที่รัฐบาลไทยได้ชี้แจงมาก่อนหน้าว่าเครื่องโบอิ้งเป็นเครื่องบินส่วนพระองค์ไม่ใช่ของรัฐบาลไทย ศาลเยอรมันจึงไม่มีอำนาจอายัด
นับตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมสิ้นสุดลง ธรรมเนียมปฏิบัติและมารยาททางการทูตในระดับสากลได้ปรับเปลี่ยนไปมาก จากเดิมที่ใช้แต่ท่าทีโอหัง แข็งกร้าวและข่มขู่ตามประสาประเทศที่เป็นเจ้าอาณานิคม มาเป็นการทูตแบบนุ่มนวลผ่านการเจรจาเยี่ยงอารยประเทศ การที่เอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทยใช้ท่าทีแข็งกร้าวในเชิงข่มขู่จึงเป็นเรื่องเหมาะสมที่พึงกระทำกับมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีมายาวนานหรือไม่ จากปรกติที่จะสงวนใช้ท่าทีนี้กับประเทศที่เป็นศัตรูหรืออยู่ในภาวะสงครามเท่านั้น
ถ้าหากสถานเอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทยประกาศตัวว่าเป็นตัวแทนของบริษัทเยอรมนีที่ลงทุนในต่างประเทศก็คงเป็นเรื่องเข้าใจได้ดีว่าสถานเอกอัครราชทูตเยอรมันต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทข้ามชาติเหล่านั้น แต่ในเมื่อสถานเอกอัครราชทูตเยอรมันทำหน้าที่เสมือนตัวแทนของรัฐบาลในประเทศนั้นๆ ก็คงต้องตั้งคำถามถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ทำให้เอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทยใช้ท่าทีที่ผิดธรรมเนียมและมารยาทการทูตเช่นนี้ หรือเป็นเพราะเห็นว่าอยู่ในช่วงผ่องถ่ายรัฐบาลใหม่เป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ยังคงใช้การเงินนำการเมืองและการลงทุนระหว่างประเทศเสมอมา
ยกเว้นเรื่องมารยาททางการทูตของเอกอัครราชทูตของประเทศตะวันตกหลายประเทศที่เริ่มหย่อนยานไปตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งถึงขั้นแทรกแซงการเมืองไทยอย่างหน้าตาเฉยและผิดธรรมเนียมการทูต ดูเหมือนว่าความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเยอรมนีมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นก็คือการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไม่ลงนามในสัญญาซื้อเรือดำน้ำมือสองของเยอรมนี ซึ่งถ้านำเรื่องนี้มาโยงเข้ากับเหตุยึดเครื่องบินโบอิ้ง ก็ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสมยิ่ง



