คอลัมนิสต์

น่าเบื่อเหมือนวันวาน

น่าเบื่อเหมือนวันวาน

29 ก.ค. 2554

น่าเบื่อเหมือนวันวาน : กระดานความคิด โดย อัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง [email protected]

          คำพูดที่มักจะเอ่ยจนกลายเป็นวาทกรรมที่น่ารื่นหูและมีความหวังอยู่รางๆ ว่าต่อไปอนาคตของประเทศจะมีทิศทางที่ดีงาม ประชาชนจะมีคุณภาพเพราะการวางแผนด้านการพัฒนาที่ถูกต้องและสามารถสนองความต้องการที่เหมาะสมกับวิถีของประชาชน กรณีตัวอย่างของจังหวัดชายแดนภาคใต้มีอะไรมากมายที่น่าสนใจ ถามว่าปัญหาหนึ่งของประเทศที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลตลอดระยะเวลา 8 ปีคือปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ ขณะนี้ยังไม่เห็นอะไรที่ชัดเจน การกระจายอำนาจตามที่พรรคเพื่อไทยได้ชูนโยบายขณะหาเสียงจะคิดหาทางเดินหน้าอย่างไรต่อ...เชื่อว่าแนวทางที่พรรคเพื่อไทยเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาการปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จะเรียกชื่อว่าอะไรไม่สำคัญ) ว่าต้องกระจายอำนาจนั้น เป็นสิ่งที่ท้าทายการเทคะแนนเสียงของประชาชนได้มากทีเดียว ถึงแม้จะมีความเข้าใจบางส่วนว่าได้มีการใช้กลไกรัฐหลายภาคส่วนกดดันอย่างหนักในทุกกระบวนท่า เพื่อไม่ให้แนวทางการกระจายอำนาจเกิดขึ้นได้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คงไม่ได้หมายความว่าชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้คือคำตอบที่ประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ต้องการการกระจายอำนาจ...มิใช่หรือ ?

           การกระจายอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญนี้มิได้เกิดจากนักกิจกรรมบางคนบางพวกหรือบางกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่มีนัยอะไรทางการเมืองตามความเข้าใจของคนบางคน แต่กำลังจะเรียนว่าอีกส่วนหนึ่งเกิดจากงานศึกษาวิจัยทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศด้วย (สามารถตรวจสอบได้ทั้งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา มูลนิธิเอเชีย ฯลฯ) ดังนั้นเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีและคณะของพรรคร่วมรัฐบาลน่าจะพิจารณาศึกษารายละเอียดและหาแนวทางดำเนินการต่อ เชื่อว่ากระบวนการนี้มิใช่จะสำเร็จโดยเร็ววัน อยู่ที่รัฐบาลในคณะของท่านจะเป็นคนเริ่มต้นวันนี้หรือไม่ต่างหาก

           การกระจายอำนาจเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นทางออกที่สำคัญประการหนึ่ง เพราะหากมองการบริหารจัดการด้านการศึกษาเพียงอย่างเดียว ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า “อนาคตของชาติจะไปในทิศทางใด” เพราะการบริหารการศึกษาแบบรวมศูนย์อำนาจมันเละเทะและอ่อนปวกเปียกเรื่องคุณภาพอย่างสาหัส ดังตัวอย่างอดีตผู้นำครูในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้กล่าวว่า...การศึกษาระดับประถมศึกษาที่นั่นโดยทั่วไปจะมีคุณภาพต่ำมากเพราะเด็กไม่มีโอกาสเรียนได้เต็มที่ จากเวลาเรียน 100% เขามีเวลาเรียนเพียงไม่ถึง 25% เพราะโรงเรียนปิดบ่อย และครูผู้สอนมีเวลาสอนน้อยมากด้วยสาเหตุของความไม่ปลอดภัย

           ผู้ปกครองของนักเรียนที่กำลังเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนรัฐบาลคนหนึ่งกล่าวว่า...ลูกสาวเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีหน้าต้องสอบเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เขาจะสอบได้อย่างไรเมื่อเขาอ่านหนังสือไทยไม่ออกและเขียนชื่อตัวเองยังไม่ถูก หากเปรียบกับน้องสาวของเขาที่กำลังเรียนประถมศึกษาปีที่ 2 ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งกลับอ่านหนังสือนิทานเองได้แล้วและเขียนภาษาไทยได้คล่อง..,ครูบางคนกลัวความปลอดภัยของตนเองและครอบครัวจึงต้องขออพยพไปทำงานที่อื่นๆ แต่โดยส่วนใหญ่เขาเหล่านั้นมาจากนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนอยู่แล้ว จึงมีหลายโรงเรียนได้ว่าจ้างครูที่จบการศึกษาใหม่ที่เป็นคนในพื้นที่และไม่ค่อยมีประสบการณ์เข้าไปสอนชั่วคราวแทน ความอ่อนแอทางการศึกษาก็จะยิ่งมีมากขึ้น

           ครูในท้องถิ่นหลายคนบอกว่า...การละเลยไม่ให้ความสำคัญในการสอนภาษาแม่เป็นภาษาแรกที่จะนำไปสู่การสร้างความรู้สึกที่ดีกับภาษาแห่งชาติซึ่งเป็นภาษาหลัก รัฐไม่ค่อยจะสนับสนุนเท่าที่ควรหรือบางทีประชาชนมีความรู้สึกว่ารัฐและโรงเรียนจะเป็นตัวทำลายและสร้างแนวทางในการผสมกลมกลืน (Assimilation) ให้เด็กมุสลิมไม่เคร่งครัดและห่างไกลจากวิถีศาสนาและภาษาแม่ ตลอดจนการเหยียบย่ำภาษาแม่ให้ไม่มีคุณค่าใดๆ เลย ทั้งๆ ที่เขาทั้งหลายต้องใช้ในชีวิตประจำวันในครอบครัวและสังคม (ยกเว้นในโรงเรียน) ที่สำคัญประชาชนบางกลุ่มเข้าใจว่าครูคือตัวพาหะนำสิ่งเลวร้ายนี้เข้าในโรงเรียนและชุมชนในเวลาต่อมา ท้ายสุด...เข้าใจว่าการโต้ตอบของกลุ่มขบวนการกู้เอกราชปาตานีต่อสัญลักษณ์ความเลวร้ายนี้ด้วยการเผาโรงเรียนและการทำร้ายครูด้วย น่าจะมีเหตุผลที่ฟังได้มิใช่หรือว่าหากท้องถิ่นมีการบริหารจัดการและกำหนดอนาคตของตนเองได้ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ สิ่งเลวร้ายเช่นนี้จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกหรือ...?