คอลัมนิสต์

เปิดปูมจ่าฮ.ตก-สุดท้ายติดยศ'พลตรี'

เปิดปูมจ่าฮ.ตก-สุดท้ายติดยศ'พลตรี'

28 ก.ค. 2554

ขยายปมร้อน : ไม่ใช่แค่ญาติ..แต่เป็นไทยทุกคน โดยทีมข่าวความมั่นคง

          หลายคนยังคงโศกเศร้ากับเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เกิดตกกะทันหันไล่เลี่ยกันถึง 3 รุ่น 3 แบบ จนส่งผลให้กองทัพบกต้องสูญเสีย “มือดี” ไปถึง 17 นาย

           จ.ส.อ.วิเชียร จันทร์พัฒน์ ช่างซ่อมบินปีกหมุนอาวุโส หมวดบริการ และซ่อมบำรุงเครื่องบิน กองบินปีกหมุนที่ 2 วัย 50 ปี ที่มีตำแหน่งในสนามเป็นช่างตรวจสภาพเทคนิคหน่วยบินทหารบกทางยุทวิธีที่ 1 เป็นอีกหนึ่งที่ต้องสละเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่

           วันนี้ครอบครัวของ จ.ส.อ.วิเชียร ยกให้เขาเป็น “ฮีโร่” ที่สละชีวิตในระหว่างการปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากกองทัพบก ในการเข้าไปสนับสนุนภารกิจเคลื่อนย้ายศพที่ประสบอุบัติเหตุ แต่สุดท้ายเขาก็ต้องมาสละชีวิตเสียเอง

           กองทัพบกได้ดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิกำลังพล ด้วยการมอบเงินช่วยเหลือตามสิทธิของทางราชการ ทั้งเงินค่าทดแทน เงินบำเหน็จตกทอด เงินสินไหมทดแทน
ประกันชีวิต เงินบำรุงขวัญจากหน่วยงานต่างๆ และเงินสงเคราะห์ฌาปนกิจ พร้อมปูนบำเหน็จพิเศษ 8 ขั้นให้แก่ผู้ที่เสียชีวิต และได้รับพระราชทานยศสูงขึ้นตามลำดับ

           หนึ่งในนั้นคือ จ.ส.อ.วิเชียร ที่ได้รับพระราชทานยศสูงขึ้นเป็นถึง “พลตรี”

           จนทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่า จ.ส.อ.วิเชียร ทำไมยศถึงได้สูงขึ้นเมื่อเทียบกับนายทหารที่เสียชีวิตด้วยกัน ซึ่ง พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ชี้แจงว่า หลักการของกองทัพบกคือผู้ที่ทำงานในภารกิจอากาศยานถ้าประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตจะได้รับการปูนบำเหน็จ 7 ขั้น ส่วนผู้ที่ทำงานภาคสนามของกองทัพ คือศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก จะได้รับการปูนบำเหน็จอีก 1 ขั้น ดังนั้น จ.ส.อ.วิเชียร เข้าทั้งสองกรณี ซึ่งเหมือนกับหมดทั้ง 17 ท่านที่เสียชีวิต

           “จะได้รับการปูนบำเหน็จเหมือนกันทั้งหมด 17 ท่าน ทั้งนี้ การปูนบำเหน็จผู้ที่เสียชีวิตจะมีผลอยู่ 2 อย่างคือ 1.เป็นเกียรติประวัติ เป็นศักดิ์เป็นศรีของผู้วายชนม์ และครอบครัว เพื่อให้รู้ว่าคนของครอบครัวได้เสียสละชีวิตทำงานเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ 2.ที่มีผลคือหลังจากปูนบำเหน็จแล้วก็จะไปคิดเงินค่าตอบแทน หรือค่าสินไหมทดแทน จากเดิมยศของ จ.ส.อ.วิเชียร พอได้ปรับยศเป็นพลตรีแล้ว เงินสินไหมทดแทนก็จะได้ในระดับตำแหน่งพลตรี”

           หลายคนสงสัยว่าทำไม จ.ส.อ.วิเชียร ถึงได้ยศเป็นระดับพลตรี แต่นายทหารบางท่านมีชั้นยศที่สูงกว่า บางทีปูนบำเหน็จได้ได้ชั้นยศน้อยกว่า หรือเท่ากัน

           พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ตรงนี้กองทัพบกได้คิดจากเกณฑ์อายุรับราชการ กับฐานเงินเดือน ณ ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ก่อนที่จะประสบอุบัติเหตุ อีกทั้ง จ.ส.อ.วิเชียร รับราชการมาเป็นเวลานานเมื่อเทียบกับนายทหารยศร้อยตรี ร้อยโท ที่เพิ่งจบมาใหม่ จึงอาจจะได้รับเลื่อนยศน้อยกว่า

           “ปกติ จ.ส.อ.วิเชียร ได้รับเงินเดือนในระดับชั้นประทวนระดับ 3 หรือ ป.3 ชั้น 25 มีเงินเดือนประมาณ? 26,270 บาท และเมื่อปรับตามเกณฑ์ของกองทัพหลังที่ได้ประสบอุบัติเหตุเป็นชั้นนายทหารระดับ 6 หรือ น.6 ชั้น 4 โดยมีเงินเดือนประมาณ 35,090 บาท และมีชั้นยศระดับพลตรี และได้รับเครื่องราชฯ ชั้น บ.ม."

           พ.อ.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้กองทัพบกจะช่วยเหลือครอบครัวที่เสียชีวิตจากปฏิบัติหน้าที่ จะเน้นไปยังบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง คือ ลูก เมีย พ่อและแม่ อันดับแรกจะดูเรื่องการศึกษาและการเข้าทำงานของทายาท

           แต่ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับความประสงค์ หรือวิทยฐานะระดับการศึกษาที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกของกองทัพบก หากจบปริญญาตรีแล้วและอยากจะเข้ามาเป็นทหารก็จะเลือกให้อยู่ตามหน่วยต่างๆ พร้อมกับมีการฝึกอบรมตามขั้นตอนที่กองทัพบกสนับสนุน

           “ทหารทุกนายใน ทบ.มีความเสี่ยงต่อการปฏิบัติหน้าที่ทุกคน แต่ขึ้นอยู่กับการที่ได้รับมอบหมาย และที่ผ่านมานอกเหนือจากนั้นแล้ว ทบ.ยังติดต่อกับองค์กรภายนอกในการจัดกิจกรรมเพื่อนำเงินไปมอบหมายให้แก่ผู้ที่เสียชีวิต หรือผู้ที่ประสบเหตุทุพพลภาพ รวมถึงกองทุนที่กองทัพบกได้ตั้งขึ้นเอาไว้ในการเข้ามาช่วยเหลือกำลังพลในภารกิจดังกล่าว นอกจากนี้ทายาทยังได้รับการดูแลในเรื่องที่พัก โดยจะให้พักอาศัยจนกว่าจะตั้งหลักหรือมีความพร้อม พ.อ.สรรเสริญ กล่าว

           นั่นเท่ากับตอกย้ำ ประโยคที่คุ้นหู แต่นานมาแล้วว่า "เป็นทหารให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด"

           นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ที่ได้รับตามระเบียบ ตามหลักเกณฑ์ของกองทัพแล้ว เหนืออื่นใดก็คือ ความภาคภูมิใจของคนที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่แต่เพียงญาติ หากแต่เป็นคนไทยทุกคน