
วิ่งวิถีการเมืองในโลกของตำรวจ
วิ่งวิถีการเมืองในโลกของตำรวจ : กระดานความคิด โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
“เราไม่ได้วิ่ง แค่เข้าไปเสนอตัวทำงานให้เขา ตอนนี้เรื่องยาเสพติดกำลังเป็นที่สนใจ ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหายาเสพติด เราก็บอกเขาเลยว่า เราพร้อมสนองนโยบายรัฐบาล เรามั่นใจเราทำได้” นายตำรวจแสดงเหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่พฤติกรรมที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “วิ่ง” ที่มักเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่การเมืองเปลี่ยนขั้วอย่างเช่นในเวลานี้ ผนวกร่วมกับเป็นห้วงเวลาที่ใกล้ฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายเข้ามาทุกขณะ
รูปแบบการวิ่งในโลกของตำรวจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่มุ่งเน้นเพียง "การดูแล” และแสดงให้เห็นความจงรักภักดีหรือความพร้อมที่จะแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างกับผู้มีอำนาจทางการเมืองเท่านั้น หากแต่ในปัจจุบันที่ประชาชนมีความตื่นตัว มีบทบาทและมีส่วนร่วมที่สำคัญในการกำหนดนโยบายรัฐดังเช่นความคาดหวังที่ประชาชนมีต่อพรรคเพื่อไทยนอกเหนือจากเรื่องปากท้องแล้วนั้น เรื่องการปราบปรามยาเสพติดถือเป็นผลงานที่สำคัญที่ประชาชนฝากความหวังไว้กับผู้แทนฯ ที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง ในขณะที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ถูกจับจ้องว่าจะมีโฉมหน้าของกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการบริหารประเทศมากเพียงใด ขณะเดียวกันตำแหน่งสำคัญๆ หรือตำแหน่งหลักในสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็กำลังถูกจับจ้องและตรวจสอบเช่นเดียวกัน
“ตอนนี้ใครๆ เขาก็ทำอย่างนี้ เขาไม่ได้วิ่งไปดูแลอย่างเดียว เขาต้องโชว์ให้เห็นด้วยว่าเขาทำได้” การโชว์จะเข้มข้นมากขึ้นด้วยวิธีการต่างๆ นานาเพื่อให้เข้าตากรรมการและทำให้เห็นว่าการดำเนินการใดๆ ในห้วงเวลาที่ผ่านมานั้นมิได้เป็นปฏิปักษ์หรือคู่ตรงข้ามแต่อย่างใด ทุกอย่างเป็นไปตามหน้าที่และการเป็นผู้ปฏิบัติที่ดีเท่านั้น
“ตอนนี้เขาวิ่งเข้าไปเสนอตัวเพื่อจองตำแหน่งสำคัญกันหมดแล้ว ต้องรีบ ช้าไม่ได้ สมัยนี้หากคิดว่าทำงานแล้ว ผู้มีอำนาจจะมารู้มาเห็นเอง...ยาก ถ้าอยากก้าวหน้าประสบความสำเร็จก็ต้องวิ่งและโชว์” ด้วยวิถีเช่นนี้จึงไม่แปลกที่จะเห็นใบหน้าของบรรดานายตำรวจปรากฏอยู่บนป้ายรณรงค์ริมทางซึ่งหากวิเคราะห์ผู้รับสารให้ดีอย่างลึกซึ้งแล้วอาจพบว่ากลุ่มเป้าหมายที่เจ้าของป้ายต้องการให้อ่านไม่ใช่ประชาชนหากแต่มีเป้าหมายเพื่อโน้มน้าวชักจูงใจผู้มีอำนาจให้เห็นว่าบุคคลที่อยู่ในป้ายเหล่านั้นเป็นคนทำงาน (จริงจัง) เท่านั้น ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นวิธีการหาเสียงของข้าราชการรูปแบบหนึ่ง (การเมืองในระบบราชการ) ตำรวจมีวิถีการทำงานที่จำเป็นต้องปะปนอยู่กับโลกของโจร มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชิงเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างกัน ถ้าตำรวจไม่มักมากในลาภผลก็จะสามารถดำรงตนปฏิบัติหน้าที่ในบทบาทของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ได้ดี
แต่อย่างไรก็ตามตำรวจก็คือมนุษย์ปุถุชนที่ต้องการเห็นผลสำเร็จในงานที่ตนทำ หากขาดโอกาสในการแสดงความสามารถเนื่องจากถูกช่วงชิงตำแหน่งจากนักวิ่งที่พร้อมจะสร้างภาพต่อนักการเมือง (ให้ดูเสมือนจริง) ว่าสามารถทำงานได้ จนทำให้คนดีมีความสามารถและไม่มีช่องทางในการวิ่งเพื่อเสนอตัวถูกปิดกั้นโอกาสแล้วนั้น ประชาชนคนไทยคงจะต้องปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของตนเองด้วยตนเอง เพราะพวกที่ดีแต่วิ่ง สร้างภาพและมีความเชี่ยวชาญในการเสนอตัว ส่วนใหญ่จะมีความพร้อมที่จะรับใช้คนที่ให้คุณให้โทษพวกเขาได้เท่านั้น ประชาชนหรือแม้แต่ผู้บังคับบัญชาในองค์กรของเขาต่างตกอยู่ในภาวะคนชายขอบนอกสายตา หรือหากจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาเหล่าบรรดานักการเมืองพรรคใด ขั้วใดก็หาอยู่ในสายตาของพวกเขาอย่างแน่นอนไม่ เนื่องด้วยพวกเขาจะนิยามความหมายตนเองว่า “เป็นพวกไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เป็นนักประสานสิบทิศ พร้อมปรับเปลี่ยนสี สลับขั้ว สลับข้างได้ทุกเมื่อ”
การเลือกคนดีมีฝีมือมาทำงาน โดยสกัดพวกที่หวังสร้างภาพเพื่อประโยชน์ของตนนับเป็นก้าวแรกของการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานของคนดีมีฝีมือที่ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงที่ท้าทายผู้มีอำนาจในการแสดงวิสัยทัศน์และผลงานในการคัดเลือกสรรหาและแต่งตั้งคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาทำงานอย่างเป็นรูปธรรม



