คอลัมนิสต์

อย่าจำยอม"รับรองไปก่อนสอยทีหลัง"

อย่าจำยอม"รับรองไปก่อนสอยทีหลัง"

27 ก.ค. 2554

อย่าจำยอม"รับรองไปก่อนสอยทีหลัง" : บทบรรณาธิการฉบับวันพุธที่ 27 ก.ค.2554

          คณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม ได้ออกมายืนยันว่าจะรับรอง ส.ส.ให้ได้ครบ 95% หรือ 475 คนก่อนครบกำหนด 30 วันหลังเลือกตั้งต้องมีการประชุมสภานัดแรก ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 2 สิงหาคม 2554 ที่จะถึงนี้ และมาถึง ณ เวลานี้คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรอง ส.ส.ไปแล้วจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ครบ 95% ยังเหลือว่าที่ ส.ส.อีก 73 คนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งยังไม่รับรองผล เนื่องจากหลายคนมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก และต่อเนื่อง คณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนจึงยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ

           การพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดูตามพยานหลักฐานที่มีการร้องเรียนมา จะพิจารณาแบบลวกๆ ก็ไม่ได้ ซึ่งจะรับรองหรือไม่รับรองว่าที่ ส.ส.ก็มีคนจ้องจะเล่นงานคณะกรรมการการเลือกตั้งอยู่แล้ว ถ้าพิจารณาล่าช้า ก็อาจจะถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ที่เขียนไว้ครอบคลุม และตีความได้กว้าง ฉะนั้นในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาอย่างรอบคอบและละเอียด เพื่อป้องกันข้อกล่าวหาดังกล่าว ซึ่งมีโทษถึงขั้นจำคุก อันจะเห็นได้จากเบื้องต้นไม่รับรอง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ผู้สมัครบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย ว่าที่นายกรัฐมนตรี

           แต่จะอย่างไรก็ตาม การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งก็เป็นไปท่ามกลางภาวะความกดดันเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงกดดันจากมวลชนของพรรคเพื่อไทยในนามแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ นปช. ที่ออกมาข่มขู่อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นสำนวนที่ว่า "ไม่รับรองแกนนำ นปช. จะวุ่นวายแน่" หรือ "อย่าเรื่องมาก อย่าให้ต้องเหนื่อยอีกเลย" ซึ่งหลุดออกมาจากแกนนำ นปช. ที่กดดันโดยตรงไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อให้รับรองแกนนำ นปช.อีกหลายคนที่ยังโดนแขวนอยู่ และแต่ละคนล้วนแล้วแต่มีเรื่องร้องเรียนที่สังคมกังขาในการที่จะปล่อยให้เข้าไปทำหน้าที่อันทรงเกียรติในสภา

           หน้าที่อันทรงเกียรติในสภาแค่เบื้องต้น คือ การยกมือเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็น "ประธานรัฐสภา" ด้วย แล้วยังตามมาด้วยการยกมือเลือก "นายกรัฐมนตรี" โดยพรรคเพื่อไทยเสนอยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย นั้นคือหน้าที่เบื้องต้นของการเป็น ส.ส.อันเป็นการทำหน้าที่ในการชี้ชะตาอนาคตประเทศไทยว่าจะเดินไปอย่างไร ภายใต้กรอบนโยบายของพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ อีก 5 พรรคที่ร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาล นอกจากนั้นผู้แทนราษฎรยังต้องทำหน้าที่ในการออกกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประชาชน รวมทั้งการรับเรื่องร้องเรียนของประชาชนมาสู่รัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหา นั้นคือหน้าที่อันมีเกียรติยิ่ง จึงไม่อยากให้ กกต.จำยอมรับรองไปก่อน แล้วค่อยสอยทีหลังตามที่พูดกัน