คอลัมนิสต์

ยุทธวิธีสร้างบทนำทางการเมือง

ยุทธวิธีสร้างบทนำทางการเมือง

27 ก.ค. 2554

ยุทธวิธีสร้างบทนำทางการเมือง : ขยายปมร้อน ประจำวันที่ 27 ก.ค.

           หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยมีมติให้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 และ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" หัวหน้าพรรค เป็นผู้คัดเลือกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง "ฝ่ายบริหาร" และ "ฝ่ายนิติบัญญัติ" หลายคนคงเชื่อว่า "โผคณะรัฐมนตรี" คงต้องใช้เวลาพิจารณาอีกนาน

            เพราะการมอบให้ "ยิ่งลักษณ์" และ "ยงยุทธ" จับเข่านั่งเคาะโผกันเพียงสองคนน่าจะใช้เวลาอีกนาน ทั้งที่ต้นเดือนสิงหาคมการเรียกประชุมสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรน่าจะเริ่มขึ้นแล้ว

            แต่ในความจริงแล้วมติของคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยน่าจะเป็นเพียง "มติหลอก!" เพื่อต้องการสื่อภาพให้สังคมภายนอกเห็นว่าอำนาจการจัดโผคณะรัฐมนตรีมีเพียง "ยิ่งลักษณ์และยงยุทธ" เท่านั้น

            ถือเป็นเทคนิคการสร้างภาพการนำทางการเมืองให้แก่ "ยิ่งลักษณ์" ในฐานะว่าที่นายกรัฐมนตรี โดยมี "ยงยุทธ" ในฐานะหัวหน้าพรรคเป็นตัวประกอบ

            ทั้งที่ความจริงแล้วคนส่วนใหญ่ก็ทราบดีว่า ผู้ที่ถูกมองว่าอยู่เบื้องหลังการจัดโผคณะรัฐมนตรีที่แท้จริง คือ "ทักษิณ ชินวัตร"

            การจัดวางตัวบุคคลเพื่อมาเป็นรัฐมนตรีในครั้งนี้จะให้แต่ละกลุ่มแต่ละภาคเสนอผู้ที่คิดว่าเหมาะสมที่สุด จึงเกิดกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่ "พี่น้อง" ทักษิณ ร่วมกันจัดโผคณะรัฐมนตรีจนเกิดข่าวการวิ่งเต้นตำแหน่งกันอุตลุด ทำให้ "ทักษิณ" ต้องออกมาปราม

            การจัดวางตำแหน่งตัวแทนภาคจะมีการส่งรายชื่อ ประวัติ พร้อมกับความสามารถหรือความถนัดของตัวบุคคลที่เสนอแนบท้ายเพื่อให้ "ทักษิณ" ประกอบการพิจารณา

            ขณะนี้มีการจัดวาง "รัฐมนตรี" กลุ่มต่างๆ ไว้แล้วเช่น รัฐมนตรีกลุ่มเศรษฐกิจ, กลุ่มสังคม, กลุ่มความมั่นคง, กลุ่มการปกครอง รวมทั้งตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการวิสามัญสภาผู้แทนราษฎร ที่ปรึกษา, เลขานุการรัฐมนตรี และข้าราชการการเมือง มีตัวบุคคลครบแล้ว เหลือเพียงยังไม่ระบุตำแหน่งเท่านั้น

            การจัดสรรตำแหน่งทางการเมืองในครั้งนี้จะมีคนที่เป็นส.ส.สอบตก และเครือข่ายที่เคยทำงานในสมัยรัฐบาลทักษิณอีกด้วย

            เห็นได้จากหลังการเลือกตั้งมีการจัดวางตัวบุคคลที่คิดว่าน่าจะได้รับตำแหน่งกระทรวงต่างๆ ไว้ เช่น "ปลอดประสพ สุรัสวดี" อดีตอธิบดีกรมป่าไม้ เคยถูกจัดวางให้นั่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ต่อมาเกิดกระแสข่าว "กลุ่มวังบัวบาน" วิ่งเต้นให้ "คนใกล้ชิดของ" ยงยุทธ ติยะไพรัช มานั่งในตำแหน่งดังกล่าวแทน

            เมื่อเกิดปัญหาดังกล่าวสุดท้ายจึงต้องให้ "ทักษิณ" เป็นคนเคาะโผเพื่อให้แรงกระเพื่อมตามกลุ่มต่างๆ ลดน้อยลง

            ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า มีตัวบุคคลครบแล้ว แต่ไม่ได้ระบุตำแหน่ง แต่ตำแหน่งที่โดดเด่นคือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีชื่อ "สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" ส่วนตำแหน่งรองประธาน ปรากฏชื่อของ "พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย" และ "วิทยา บุรณศิริ"

            และดูเหมือน "พ.อ.อภิวันท์" ก็จะรับรู้ข่าวเรื่องนี้จึงออกมาให้สัมภาษณ์ตีกันตำแหน่ง "รองประธาน" ไว้ก่อน โดยบอกว่า "หากพรรคมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งใดก็พร้อมที่จะทำงาน แต่คงจะไม่ใช่ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร"

            ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยัง "ผู้ใหญ่" เพราะก่อนหน้านี้ "อภิวันท์" มีชื่อถึงขั้นชิงตำแหน่ง "ประธานสภา"

            ต้องยอมรับว่าบทบาทของ "อภิวันท์" ที่ผ่านมานอกจากเป็นส.ส.แล้ว อีกบทบาทหนึ่งที่อาจทำให้ชวดตำแหน่งประธานคือบทบาท "แกนนำคนเสื้อแดง" จนได้ฉายา "รองประธานโรมานอฟ"

            ขณะเดียวกันการทำหน้าที่ประธานการประชุมสภาที่ผ่านมา "สมาชิกพรรค" ส่วนใหญ่ค่อนข้างไม่พอใจ เนื่องจากเห็นว่ายึดกฎระเบียบมากจนเกินไปบางครั้งทำให้พรรคเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ

            สำหรับ "กระทรวงกลาโหม" มีข่าวถึงการวางตัว พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา, พล.อ.สำเภา ชูศรี แต่ถ้าทั้งสองคนปฏิเสธก็ได้วางตัว "พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี" ไว้สำรอง ขณะที่ตำแหน่ง "รมว.แรงงาน" ได้วางตัว "จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ" เพื่อให้มาดูเรื่องแรงงานต่างด้าว

            ส่วนการให้ตำแหน่งแก่แกนนำคนเสื้อแดง ก็มีรายงานว่า ได้วาง "จตุพร พรหมพันธุ์" เป็น รมช.แรงงาน หากไม่ผ่านการรับรองคุณสมบัติการเป็นส.ส.จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็เตรียมวางตำแหน่งให้ "นพ.เหวง โตจิราการ"

            นอกจากนี้ยังมีชื่อ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" มีโอกาสจะมีตำแหน่งในการจัดโผคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ด้วย แต่ตำแหน่งอะไรอยู่ระหว่างการพิจารณา

            ดังนั้น มติคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยที่ให้ "ยิ่งลักษณ์" และ "ยงยุทธ" เป็นผู้คัดเลือกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งคณะรัฐมนตรี จึงเป็นเพียงยุทธวิธีสร้างบทนำทางการเมืองให้แก่ "ยิ่งลักษณ์" ก่อนจะนั่งเก้าอี้ "นายกรัฐมนตรีคนที่ 28" เท่านั้น!