คอลัมนิสต์

กระดานความคิด-แรงงานไทยอพยพในประเทศมาเลเซีย

กระดานความคิด-แรงงานไทยอพยพในประเทศมาเลเซีย

15 ก.ค. 2554

เรื่องคนไทยอพยพไปต่างถิ่นเพื่อหาที่ทำมาค้าขาย คงจะมีมากมายหลายประสบการณ์ หลายเรื่องราวเป็นเรื่องที่ควรจะนำเสนอแก่สาธารณชนเพื่อเป็นอุทาหรณ์และบทเรียนชีวิต หลายเรื่องคงจะต้องเก็บไว้เพื่อเป็นความลับเฉพาะตัว

เพราะอาจจะเกี่ยวเนื่องเรื่องความเป็นความตายของผู้อพยพเองและครอบครัว บทความนี้จะเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของเรื่องราวที่พบเห็นและนำมาเล่าสู่กันฟัง คนงานไทยที่เข้าหางานในประเทศมาเลเซียส่วนใหญ่จะไปทำงานในร้านอาหาร ที่คนมาเลเซียและทั่วโลกรู้จักดีว่า “ร้านต้มยำ” ว่ากันว่าจำนวนคนไทยที่ไปทำงานที่นั่นมาเป็นเวลากว่า 50 ปีมาแล้ว บางกระแสข่าวว่ามีร้านขายต้มยำทั้งเล็กประเภทรถเข็นและร้านเล็กใหญ่ ตั้งอยู่ทั่วไปเกือบทุกรัฐในประเทศนี้ไม่น้อยกว่า 3 หมื่นร้าน มีคนไทยทำงานเฉลี่ยร้านละ 3-5 คน แสดงว่าจะมีคนไทยไปทำงานที่นั่นตั้งแต่ 1-1.5 แสนคน ถ้าคนหนึ่งมีรายได้ขั้นต่ำวันละ 20-80 เหรียญมาเลเซีย (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญมาเลเซียแลกเงินไทยได้ 10 บาท) แสดงว่าเขาทั้งหลายจะมีรายได้วันละไม่น้อยกว่า 2-12 ล้านบาท เดือนหนึ่งจะมีรายได้ประมาณ 60-360 ล้านบาท ปีหนึ่งจะมีรายได้ไม่น้อยกว่า 720-4,320 ล้านบาท ไม่นับรวมคนงานทั่วไปของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง คนงานที่ข้ามไปกลับรายวันและอื่นๆ จำนวนเงินรายได้เหล่านั้นส่วนหนึ่งได้ส่งกลับมาให้ครอบครัวในประเทศได้ใช้จ่ายปีละเป็นพันล้าน

 เหตุผลสำคัญที่เลือกประเทศมาเลเซียไปทำงาน คนงานกล่าวว่า...เพราะเงินของประเทศเขามีค่ามากกว่าเราและประการสำคัญคนมาเลเซียชอบบริโภคอาหารไทยและเหนือสิ่งอื่นใดเขาสามารถสื่อสารภาษามลายูและมีความเชื่อในศาสนาเดียวกัน แต่คนงานส่วนใหญ่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานได้(work permit) หลายคนไปโดยไม่มีหนังสือเดินทาง หลายคนมีเอกสารหนังสือเดินทางที่ถูกต้อง แต่รัฐบาลมาเลเซียอนุญาตให้เข้าไปในประเทศเพียงครั้งละ 1 เดือนเท่านั้น และในความเป็นจริงประเทศมาเลเซียจะไม่อนุญาตให้ทำงานโดยปราศจากวีซ่าทำงานอย่างถูกต้อง คนงานหลายคนจึงต้องเข้าออกมาประทับตราหนังสือเดินทางเดือนละหนึ่งครั้งทุกเดือน บางกลุ่มได้มีคนกลางในการนำหนังสือมาประทับตราเข้าออกที่ชายแดนของทั้งสองประเทศ โดยต้องจ่ายค่าบริการพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ด้วย แรงงานบางคนปล่อยให้หมดเวลาไปโดยไม่ดำเนินการใดๆ กลายเป็นคนหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย มีไม่น้อยที่ถูกจับและถูกจองจำ

 คนงานสตรีหลายคนถูกนายจ้างบางคนเอาเปรียบด้านค่าแรง บางคนไม่ได้รับค่าแรงเป็นเวลายาวนาน แต่จะกลับบ้านหรือจะย้ายที่ทำงานไม่ได้เพราะหนังสือเดินทางถูกนายจ้างยึดเก็บไว้ หลายคนบอกว่า...พยายามจะหนีออกจากบ้านจึงถูกตำรวจจับ เข้าเรือนจำตามกฎหมาย สตรีบางคนถูกนายจ้างกลั่นแกล้งเพื่อไม่จ่ายเงินค่าตอบแทน มีหลายรายถูกนายจ้างข่มขืนกระทำชำเราและส่งให้ตำรวจเพื่อดำเนินคดีหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จนไม่กล้าที่จะกลับบ้านเพราะละอายที่ตนเองถูกข่มขืน จึงกลับมาอาศัยอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนและประกอบอาชีพตามที่ตนเคยทำมาคือการเป็นคนงานในร้านอาหารเช่นเป็นแม่ครัว เป็นพนักงานเสิร์ฟ และหลายคนเป็นพนักงานเสิร์ฟจะถูกลูกค้าลวนลาม หลายคนตกกระไดพลอยโจนด้วยเคยเสียตัวมาแล้ว จึงปล่อยเลยตามเลยในที่สุดต้องมาเป็นนางบำเรอ และมีจำนวนไม่น้อยต้องกลายเป็นหญิงโสเภณี

 เรื่องราวของคนงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เข้าไปทำงานในประเทศมาเลเซียจะมีมากมายเช่นเขาเหล่านั้นมักจะถูกกล่าวหาและเข้าใจสำหรับบางคนว่า...เชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ (Trafficking) ยาเสพติด ขบวนการค้าของเถื่อน ขบวนการก่อความไม่สงบ การมี 2 สัญชาติ (ไทยและมาเลเซีย) ซึ่งที่ผ่านมากลไกรัฐบาลไทยมัวแต่สร้างภาพแต่ความจริงไม่มีอะไรก้าวหน้ามากนักในเรื่องนี้ ทำให้ปัญหาต่างๆ ยิ่งหมักหมมและสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

 หวังว่ารัฐบาลใหม่น่าจะนำมาพิจารณาเป็นภารกิจส่วนหนึ่งในการดูแลและใส่ใจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และรัฐบาลจะได้คะแนนมากมายโดยไม่ต้องไปลงทุนประกันรายได้ ไม่ต้องออกบัตรอะไรใดๆ ไม่ต้องประกันการตกงาน ไม่ต้องประกันราคาข้าว สารพัดประกันเป็นสิ่งที่ดี แต่ที่เป็นประโยชน์แก่คนสามจังหวัดภาคใต้นอกจากยางพาราและพืชผลบางฤดู แต่อยากจะเห็นคนงานทั้งหลายไปทำงานในมาเลเซียโดยไม่ต้องมาประทับตราหนังสือเดินทางเดือนละครั้งก็น่าจะชื่นอกชื่นใจเพียงพอถมเถไปแล้ว ประตูของประเทศเพื่อนบ้านเปิดอยู่ตลอดเวลาสำหรับความร่วมมือในการช่วยเหลือปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลใหม่จะรีบส่งสัญญาณดีๆ ในการพูดคุยได้บ้างไหม?

อัฮหมัด สมบูรณ์  บัวหลวง
[email protected]