คอลัมนิสต์

บทบรรณาธิการ-อย่าโทษคนอื่น

บทบรรณาธิการ-อย่าโทษคนอื่น

13 ก.ค. 2554

ช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยยกประโยคเด็ด "ดีแต่พูด" ขึ้นมาต่อว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวพน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นการกล่าวหาต่อยอดจากก่อนหน้านั้น ที่บอกว่านายอภิสิทธิ์ชอบพูด ชอบปาฐกถาตามงานต่างๆ

         เพราะเป็นคนพูดเก่ง ประมวลคำพูดออกมาร้อยเรียงและนำเสนอได้ดี และถือว่าเป็นการโยนประเด็นให้สังคมได้วิจารณ์กันตรงเวลาที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กำลังแก้ไขปัญหาไม่เข้าเป้า โดยเฉพาะปัญหาปากท้องของประชาชน จนกลายมาเป็นกระแสว่าตกลงนายอภิสิทธิ์ดีแต่พูดจริงหรือไม่ เพราะปัญหาปากท้องของประชาชนก็แก้ไม่ได้ ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นเหตุผลประการสำคัญที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ต่อการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

          แต่การหาเสียงของพรรคเพื่อไทย โดยการชูหลากหลายประเด็น ผ่านประโยคสั้นๆ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และการคิดให้เขียนให้ เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นคนพูดไม่เก่ง พูดให้เป็นประโยคไม่ค่อยได้ กำลังกลายมาเป็นปัญหาของพรรคเพื่อไทย และเป็นศรย้อนกลับมาเป็นปัญหาของพรรคต่อไปในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ที่พรรคเพื่อไทยตระเวนไปปราศรัยทั่วประเทศ และตอกย้ำผ่านนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคว่า ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท จะเท่ากันทั่วประเทศ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้อยู่เบื้องหลังพรรคเพื่อไทย กลับบอกว่า ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ใช้เฉพาะกรุงเทพฯ เท่านั้น กระทรวงแรงงานที่ไม่กล้าหักนายใหม่ จึงเสนอให้ปรับค่าแรงในกรุงเทพฯ ก่อน และตามด้วยภูเก็ต แล้วค่อยทยอยปรับเพิ่มจังหวัดอื่น 

          ไม่ใช่แค่นั้น เมื่อช่วงค่ำวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ประกาศกลางสายฝน จะยกเลิกกองทุนน้ำมันทันที ทำให้ราคาน้ำมันแต่ละประเภทลดลงทันทีเช่นกัน แต่แค่ผ่านการเลือกตั้งได้ไม่กี่วัน น.ส.ยิ่งลักษณ์เองกลับเป็นคนบอกว่า ไม่ได้ยกเลิกกองทุนน้ำมัน แต่ยกเลิกเก็บภาษีบางตัวเท่านั้น ซึ่งประเด็นการยกเลิกกองทุนน้ำมันเป็นประเด็นวิจารณ์กันมากว่าเป็นไปไม่ได้ จะเอาเงินที่ไหนไปรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน จะเอาเงินที่ไหนไปสนับสนุนก๊าซโซฮอล์ จะเอาเงินที่ไหนไปพยุงราคาแก๊สหุงต้ม ซึ่งความผันผวนของราคาน้ำมันย่อมยากต่อการคำนวณต้นทุนการผลิต จึงมีการกล่าวถึงผลกระทบต่อวงการอุตสาหกรรมที่หลากหลาย

          ประเด็นการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยจึงเริ่มมีศรย้อนกลับว่า "พูดแล้วทำไม่ได้" ซึ่งหมายถึงพูดไปโดยไม่ได้คิดให้รอบคอบรอบด้านว่า ทำได้หรือไม่ หรือจะมีผลกระทบอย่างไรตามมา หรือหนักไปกว่านั้นอาจจะเข้าข่ายหลอกลวงให้ประชาชนเข้าใจผิดในความนิยมต่อพรรคเพื่อไทยนั้น ซึ่งมีความผิดตามมาตรา 53(5) ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และความผิดมีโทษถึงขั้นยุบพรรค และเวลานี้ได้มีคนไปร้องไว้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว และถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคเพื่อไทย ก็จะมาโวยวายไม่ได้ เพราะพวกคุณทำกันเอง