
เศรษฐกิจหลังจลาจล
หลังจากที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะอึมครึมอันเกิดจากความไม่สงบทางการเมืองอยู่ชั่วเวลาหนึ่ง ความขัดแย้งก็เพิ่มความรุนแรงขึ้นถึงขั้นจลาจล แต่เคราะห์ดีที่ไม่ต้องสังเวยด้วยเลือดเนื้อมากนัก ความเสียหายแก่บ้านเมืองโดยเฉพาะในด้านเกียรติภูมิระหว่างประเทศนั้นเป็นที่ป
ผลเสียหายทางด้านเศรษฐกิจนั้นก็มีใหญ่หลวงเช่นกัน และเท่าที่สายตามองเห็นขณะนี้ก็พอประเมินได้ว่ารายได้จากธุรกิจการท่องเที่ยวจะหดหายไปจำนวนมาก บางคนประมาณไว้ว่าความเสียหายจะเหยียบ หลายแสนล้านบาท (ประเมินเกินจริงเข้าตำราปลาตกน้ำตัวโตไปหรือเปล่าก็ไม่ทราบ)
ข่าวจากสื่อต่างประเทศว่า ผลจากการจลาจลครั้งนี้นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนหลายกองทุนได้มีนโยบายชัดเจนว่าให้ทิ้งหุ้นธุรกิจและธนาคารหลายแห่ง ซึ่งหากเป็นจริง ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ก็คงทรุดหนักลงไปอีก แต่ก็นับว่ายังเป็นโชคดีอีกอย่างหนึ่งของประเทศไทยที่ตลาดหุ้นไม่ได้เป็นส่วนสำคัญในชีวิตของผู้คนเหมือนคนอเมริกันหรือคนยุโรป (ที่พอส่งผลกระทบพอเป็นกระสายยาก็พอมีบ้างในหมู่ข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข.)
พร้อมกันนี้สำนักงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือฯ ต่างก็พากันปรับลดอันดับลงซึ่งจะมีผลให้ธุรกิจของไทยที่ใช้เงินกู้จากต่างประเทศต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้น
ถ้าเป็นเช่นนี้เราจะทำอย่างไรกันดี
ย้อนหลังไปก่อนวันจลาจลไม่กี่วัน หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้สำรวจความคิดเห็นของนายธนาคารและนักธุรกิจชั้นนำของเมืองไทย 100 คน ต่างมีความเห็นในเรื่องเศรษฐกิจคล้ายกันคือในครึ่งปีแรกนี้เศรษฐกิจโดยทั่วไปก็คงจะไม่แย่ไปกว่าเศรษฐกิจในปลายปีที่แล้วยังคงทรงๆ อยู่ แต่ที่ทั้ง 100 คนกังวลก็คือความวุ่นวายทางการเมืองที่ยังหาจุดจบไม่ได้ (ณ วันถูกสอบถามก่อนเกิดจลาจล) ณ บัดนี้สภาพที่อึมครึมดูเหมือนจะจบไปแล้วเหมือนฝีที่กลัดหนองมานานแล้วแตกลง เป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่า หลายคนยังถูกทำให้เข้าใจว่าสภาพการเมืองยังไม่ปกติ มีคลื่นใต้น้ำอยู่หลายลูก เราๆ ชาวบ้านก็ได้แต่งง
ในภาวะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเช่นนี้ ชมรมของนักธุรกิจและนายธนาคารที่มีชื่อว่า กรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) ก็ได้เสนอ 6 แนวทางแก้ปัญหาบ้านเมืองตามที่เป็นข่าวไปแล้ว ความเห็นทั้ง 6 แนวทางนี้ความจริงสรุปได้บรรทัดเดียวว่าบรรดาพ่อค้าม้าขายทั้งหลายต้องการจะเห็น “ความสงบนิ่งทางการเมืองและยกระดับความเชื่อมั่นของประเทศ” แถมท้ายด้วยว่าอยากให้รัฐบาลเร่งจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาซึ่งถูกเลื่อนไปกลับมาโดยเร็ว ข้อเสนอเหล่านี้ ไม่ได้เกินความคาดหมาย แต่ รัฐบาลนี้ จะทำให้เขาได้หรือเปล่า
อนึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกที่นำออกใช้นั้นพอจะประเมินผลกันได้บ้างหรือเปล่า แต่หลายโครงการ เช่น โครงการต้นกล้าฯ ก็ส่อเค้าว่ากล้าไม่งอกตั้งแต่เริ่มเพาะ ควรชำเลืองดูด้วยว่าวิธีแก้วิกฤติเศรษฐกิจด้วยการนำเอางบประมาณออกหว่านซึ่งอเมริกาเป็นต้นตำรับนั้นกำลังถูกอเมริกันชนประท้วงไปทั่วประเทศ หลังจากที่หายเคลิบเคลิ้มจากคำพูดนักการเมือง
ระวังเรื่องนี้จะลามมาเมืองไทยด้วย
นายหนูใหญ่
[email protected]



