
ท่าทีและความเปลี่ยนแปลง
สถานการณ์บ้านเมืองช่วงเสื้อแดงป่วนเมืองเมื่อสงกรานต์ แสดงให้เห็นถึงท่าทีและความสามารถในการจัดการปัญหาของตำรวจได้มาก
เริ่มจากการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด ทำให้เหตุการณ์บานปลาย นำมาสู่เหตุจลาจลกลางเมือง
กลุ่มคนเพียงไม่กี่คน รถแท็กซี่เพียงไม่กี่คัน ก็สามารถปิดถนนรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิได้เบ็ดเสร็จ คนใช้รถใช้ถนนเดือดร้อนกันไปทั่ว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถทำอะไรได้เลย
มีการบุกไปที่กระทรวงมหาดไทย ภาพความรุนแรงที่ปรากฏต่อสายตาคนทั้งประเทศ ทำให้หลายคนหวาดหวั่น
ขนาดนายกรัฐมนตรียังถูกคุกคามขนาดนั้น แล้วคนอื่นจะเป็นอย่างไร
เมื่อเรื่องลุกลามขยายวงออกไป ตำรวจก็ไม่สามารถจัดการควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ ปล่อยให้มีการทำลายข้าวของ ยึดรถเมล์ เผารถ ปั่นป่วนกันไปหมด มีการใช้อาวุธยิงใส่ชาวบ้านจนบาดเจ็บและล้มตาย
ไม่ต้องพูดถึงการบุกยึดโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา สถานที่ประชุมอาเซียน โดยที่ตำรวจได้แต่มองตาปริบๆ
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงท่าทีของตำรวจว่ายืนอยู่ข้างไหน ขนาดรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ยังยอมรับกับนายกฯ ว่าตำรวจ 99 เปอร์เซ็นต์สีแดง มีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่อยู่ข้างรัฐบาล
ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการปัญหายามวิกฤติอยู่ในขั้นไหน
แม้แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ยังออกโรงตำหนิตำรวจ ที่เพิกเฉยต่อความปลอดภัยของศาล เมื่อมีคนร้ายขับรถกระบะยิงถล่มศาลรัฐธรรมนูญด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ถึง 3 ครั้งซ้อนในคืนเดียว
บางทีสถานการณ์ที่ผ่านมาอาจส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติในเร็ววันนี้ ในเมื่อรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังรับรู้ในข้อเท็จจริงนี้ด้วยประสบการณ์ตัวเองแล้ว คงไม่ต้องคาดเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้น
เพียงแต่รอเวลาเหมาะสมเท่านั้น
แต่สิ่งที่อยากจะฝากถึงรัฐบาลก็คือ การแต่งตั้งโยกย้ายอย่าคำนึงเพียงแค่ "คนของตน" เท่านั้น ต้องเล็งถึงผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก
ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการพายเรือในอ่าง ไม่เช่นนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เป็นได้เพียง สนามเด็กเล่นให้ตำรวจพวกมากเข้าไปแสวงหาประโยชน์เข้าพกเข้าห่อเท่านั้น
มัธยัสถ์ อินมา 230409
[email protected]



