
กระดานความคิด-ผ่าแผนปฏิรูป2554
เมื่อเร็วๆ นี้มีเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งเกิดในบ้านเมืองของเรา กล่าวคือ คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) ได้เสนอแผนการปฏิรูปให้แก่รัฐบาลก่อนที่ คปร.จะสลายตัวไป
แผนปฏิรูปนี้ว่าอันที่จริงแล้วมีความสำคัญต่อประเทศชาติเป็นอันมาก แต่เสียดายที่ผู้คนไม่ค่อยได้ให้ความสนใจขานรับ อาจจะเป็นเพราะจังหวะเวลาไม่เหมาะสมเพราะบรรยากาศประเทศเราขณะนี้ปกคลุมแต่ด้วยเรื่องการเลือกตั้ง
ผมได้อ่านแผนปฏิรูปฉบับนี้ด้วยความตั้งใจ บางครั้งสารภาพว่ารู้สึกเคลิบเคลิ้มไปเหมือนกับอ่านตำราเศรษฐศาสตร์สังคมในต้นคริสศตวรรษที่ 19 ซึ่งลัทธิมาร์กซ์กำลังเริ่มก่อตัวขึ้น เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่าลัทธิมาร์กซ์นั้นเน้นหนักในเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของชนชั้น” แผนปฏิรูปของเราฉบับปี 2554 นี้ ก็มีศูนย์กลางอยู่ที่แห่งเดียวกันคือถือเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมเป็นโจทย์ใหญ่ ผิดกันแต่ว่าลัทธิมาร์กซ์นั้นเสนอให้แก้ไขความไม่ถูกต้องนี้ด้วยการปฏิวัติอย่างถอนรากถอนโคน แต่ข้อเสนอของคปร.2554 เสนอให้แก้ไขด้วยวิธี “ปฏิรูป”
ในทางหลักวิชาเขาได้ใช้ดัชนีตัวหนึ่งเรียกว่า “จีไอเอ็นไอ” (GINI INDEX) เป็นเครื่องมือในการวัดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางรายได้ของประชากรในแต่ละประเทศ และจากการศึกษาครั้งสุดท้ายเมื่อไม่กี่ปีมานี้ของกรมสืบราชการลับสหรัฐอเมริกานั้น ปรากฏว่าความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยในแง่รายได้มีค่าเท่ากับ 43 ซึ่งยังแย่น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านเราหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ แถมยังดีกว่าอเมริกาเสียอีก กล่าวได้ว่าสภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมอันเกิดจากรายได้นั้นไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหนา
ประชากรไทยเพียง 9.6% มีชีวิตอดๆ อยากๆ ต่ำกว่าเส้นความยากจน (ประมาณ 50 บาทต่อคนต่อวัน) ดีกว่าอีกหลายประเทศมากมาย จึงพอสรุปได้ว่าความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแต่ก็เป็นเรื่องที่จะแก้ไขได้
ในโลกทุกวันนี้เขาไม่พูดกันแล้วถึงช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเพราะความคิดอันนี้จะทำให้วางนโยบายของชาติผิดพลาดไปพาให้จนกันไปทั้งประเทศ แต่เขาพูดกันถึงว่าจะขจัดความยากจนอย่างไร จะทำให้ผู้คนทั่วไปรวยกว่าเดิมได้อย่างไร ดูอย่างประเทศที่ยังอยู่ภายใต้ลัทธิคอมมิวนิสต์ (กลุ่มเดียวกับลัทธิมาร์กซ์ดั้งเดิม) เช่น จีนขณะนี้ก็ยังมีอภิมหาเศรษฐีหลายสิบคน
หันมาดูสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยเรานั้นต้องยอมรับว่ามีชนชั้นอยู่จริง แต่ความน่ารักของสังคมไทยคือทุกคนมีความเท่าเทียมกันที่จะไต่ข้ามชั้นฐานะได้ ดูจากสภาพในปัจจุบันนักการเมืองชั้นนำหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายคนเมื่อเยาว์วัยก็อยู่ในสภาพต่ำต้อยต้องอาศัยวัดอยู่ แต่ปัจจุบันด้วยความสามารถและจังหวะชีวิตก็กลายเป็นผู้นำได้ ส่วนนักธุรกิจประเภทอภิมหาเศรษฐีนั้นหลายคนเริ่มต้นจากครอบครัวที่ยากจน บางคนก็เคยเก็บขยะขาย
เมื่อหันมาดูเนื้อหาของแผนปฏิรูป 2554 ซึ่ง คปร.แบ่งหัวข้อการปฏิรูปไว้ 4 กลุ่ม คือ ทรัพยากรทางธรรมชาติ ทรัพยากรเศรษฐกิจ ทรัพยากรสังคม และทรัพยากรทางการเมือง นั้นล้วนแต่วางแนวไว้กว้าง ๆ ลอยอยู่บนเมฆไม่มีข้อเสนอในเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ กล่าวคือ ไม่มีการตั้งเป้าหมายให้ชัดแจ้ง และกำหนดแนวทางไปสู่เป้าหมายไว้ชัดเจน คือไม่ได้ตอบคำถามว่าจะทำอะไรและจะทำอย่างไร ผมจึงขอไม่วิเคราะห์ให้เสียเวลา
เมื่ออ่านรายงานของ คปร.ฉบับนี้แล้วพูดตรงๆ ว่าผมรู้สึกเสียดาย ไม่ใช่เสียดายเวลา 10 เดือนที่ใช้ในการศึกษาหรือเสียดายเงินที่ใช้จ่ายไปมากพอสมควร แต่เสียดายที่ประเทศไทยเรายังขาดผู้นำทางความคิดในเชิงปฏิบัติ (Pragmatic) ยังเต็มไปด้วยนักคิดเชิงอุดมคติ (Idealist) ฉะนั้นคนไทยเราบางส่วนยังคงต้อง “ติดกับความยากจน” อยู่ต่อไป...
นายหนูใหญ่
[email protected]



