ชีวิตดีสังคมดี

ดัน 'กองทุนบำนาญแห่งชาติ' ผู้สูงอายุต้องได้ 3,000 บาท ลดเหลื่อมล้ำ

นักวิชาการดัน ​'กองทุนบำนาญแห่งชาติ' ถึงให้พรรคการเมือง จ่าย 3,000 บาทผู้สูงอายุ คุ้มครองความจนวัยเกษียณ​ หลังต่อสู้มา 15 ปี ถูกตีตกเวทีครม. เลือกตั้ง66 ยังมีความหวังกับรัฐบาลใหม่

ทุกๆ​ 1​ ปีจะมี "ผู้สูงอายุ" เกษียณ​  1​ ล้าน​คน​ ส่วนใหญ่ไม่มีเงินออม​ แต่พ่วงด้วยภาระหนี้สิน​ คำถามก็คือว่า​ พวกเขาจะดำรงชีพได้อย่างไรหากไม่มีลูกหลานดูแล​ เพราะหลายๆ​ คนมีลูกหลานแต่ใช่ว่าจะกลับมาดูแล​ การมี "กองทุนบำนาญแห่งชาติ" เป็นหลักประกันจากภาครัฐน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด​ 
 

 

ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ ในฐานะนักวิชาการ

 

ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย คณะเศรษฐศาสตร์และศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ ในฐานะนักวิชาการได้ออกมาเปิดเผยงานวิจัย​ "กองทุนบำนาญแห่งชาติ" ระบบเพื่อความเป็นธรรมและยั่งยืน​ เพื่อผลักดันนโยบายกองทุนบำนาญแห่งชาติสู่พรรคการเมือง ว่า​ วันที่ 14 พฤษภาคม​ ปี​ 2566​ กำหนดให้เป็นวันเลือกตั้ง​สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร​ (สส.)​ จึงเป็นโอกาสดีที่ภาคประชาชนยื่นข้อเสนอต่อ "พรรคการเมือง" ซึ่งแนวความคิดนี้ผลักดันมาตลอด 15​ ปี​ นักวิชาการศึกษาข้อมูลมากมาย​ และได้ข้อสรุปว่าประเทศไทยจะลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้​ ต้องเจาะไปที่กลุ่มผู้สูงอายุ​ จัดให้มีบำนาญถ้วนหน้า​ แต่เรื่องนี้ไม่ถูกแก้ไขคล้ายกับปัญหาระบบการศึกษาที่มีจุดต้องแก้ไขมากมาย​ แต่ไม่สามารถแก้ได้​ เป็นปัญหาเรื้อรัง​ที่ไม่ว่าจะพยายามแก้ไขเท่าไรก็ไม่เคยสำเร็จสักที​ 

 

 

" "ผู้สูงอายุ" ระดับล่างไม่มีสิทธิ์ลืมตาอ้าปาก​ แรงงานไม่ได้รับความเป็นธรรม​ ค่าแรงโตไม่ทันค่าเงินเฟ้อ​ ขณะที่ประเทศไทยมีคนรวยที่ติดอันดับ​ 50​ ของโลก​ แต่ละปีธุรกิจของเขากำไร 6-7 เท่า​ตัว​ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้จน​ การพัฒนาเศรษฐกิจต้องคำนึงถึงความเป็นธรรม​ด้วย​ ไม่ใช่เกิดมาจนแล้วต้องจนตลอดชีพ​ ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามสภาพที่เกิดมาก็คงไม่สามารถก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำได้" ดร.ทีปกร​ กล่าว​

 

ดร.ทีปกร​ กล่าวต่อว่า นักวิชาการมีความพยายามศึกษาหาข้อมูลและต่อสู้มาตลอด 15 ปี​ มีงานศึกษายืนยันมากมายว่าประเทศไทยต้องผลักดันให้มี "กองทุนบำนาญแห่งชาติ" หลายครั้ง​ พยายามผลักดันพระราชบัญญัติผู้สูงอายุเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ไม่เคยผ่านแม้แต่ ครม. เดียว​ โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่าเป็นภาระประเทศ​ เป็นการจ่ายเงินซ้ำซ้อน​ งบประมาณไม่เพียงพอ​"  ดร.ทีปกร​ กล่าว

 

 

ชายชรา ชาวประมง

 

 

คำถามที่ตามมาสำหรับรัฐบาล​ คือ "กองทุนบำนาญแห่งชาติ" ​จะหางบจากที่ไหน​ เพราะต้องใช้งบมหาศาล​ ดร.ทีปกร​ ตอบคำถามว่า​ โครงการนี้ใช้งบมหาศาล​จริง แต่เมื่อมองในมุมลดความเหลื่อมล้ำ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศต้องได้รับสิทธิ์ถ้วนหน้า​ เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับระบบบำนาญข้าราชการแล้ว​ ยังใช้งบไม่ถึงข้าราชการ

​ 

ตัวเลข 10 ปีที่ผ่านมามีจำนวนข้าราชการเพิ่มขึ้นสูงอย่างน่าตกใจ ทำให้เป็นภาระมหาศาล​ ดังนั้น​ การมี "กองทุนบำนาญแห่งชาติ" ให้กับประชาชน 3,000 บาทไม่ได้มากไปกว่าข้าราชการเลย  และจะมีคนตั้งคำถามว่า "เปรียบเทียบได้อย่างไร"​ ตรงนี้ต้องเข้าใจว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน​ เพราะถึงยังไงไม่มีใครกล้าตัดงบประมาณบำนาญข้าราชการแน่นอน​ เพราะถ้าตัดถูกฟ้องแน่นอน​

 

วันนี้เรามาถูกทางแล้วแค่จะทำอย่างไรถึงจะคุ้มครองคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศได้​ เรื่องนี้เป็นเรื่องด่วน​ เพราะประเทศไทยเป็น​ 1​ ในประเทศที่ประชากรแก่เร็วที่สุดในโลก​ จำนวน "ผู้สูงอายุ" เกษียณในแต่ละปี​ สูงถึง 1 ล้านคน​ 


ช่วงวิกฤตโควิดปีแรกมีข้อมูลทางวิชาการพบ "ผู้สูงอายุ" ทางภาคใต้ถึงร้อยละ​ 30​ พวกเขาไม่มีเงินออม​ แต่มีภาระหนี้สิน​ หมายความว่า​ ผู้สูงอายุเสี่ยงที่จะเป็นคนจนครึ่งประเทศ​ หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาความยากจน​ ต้องเจาะไปที่กลุ่มผู้สูงอายุจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีนัยยะสำคัญ​ 

 

นอกจากนี้​ งานวิชาการยังระบุไว้ว่าถ้าหากจ่ายบำนาญคนละ 2,000 บาทจะสามารถดึงพวกเขาขึ้นมาได้​ แต่ต้องคำนึงถึงเรื่องเงินเฟ้อ ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลเราสามารถจ่ายบำนาญให้ "ผู้สูงอายุ" ไปได้ถึงวันละ 200​ บาท หรือเดือนละ 6,000 บาท​ แม้ตัวเลขจะอยู่ที่ 6,000 แต่ก็ยังไม่มากกว่าข้าราชการ

 

โจทย์สำคัญคือต้องหาแหล่งรายได้เพิ่มเติม งานวิชาการ "กองทุนบำนาญแห่งชาติ" ได้ระบุวิธีหาเงินไว้ว่า​ สามารถขยายฐานภาษี​ 1% (เป็นเงิน 8 แสนล้านบาท) ปฏิรูปงบประมาณ​ จัดลำดับงบประมาณว่าควรใช้จ่ายอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน​ และถึงเวลาแล้วที่ต้องมีระบบข้อมูลประชาชนทุกคน​  ใครทำอะไร​ ที่ไหน​ เงินเดือนเท่าไหร่


"เรามีตัวอย่างโครงการบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่ง  ณ เวลานั้นใครๆ ก็คิดว่าทำไม่ได้​ เพราะใช้งบประมาณมหาศาล​ แต่หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง​ โครงการสำเร็จ ครั้งนี้หลังวิกฤตโควิด​  เราควรมีอะไรบางอย่างที่ผลักดันให้เกิดขึ้นเพื่ออนาคตของคนไทย​ ฝากถึงทุก "พรรคการเมือง" ด้วยครับ" ดร.ทีปกร​ กล่าวทิ้งท้าย​

 

 

ข่าวยอดนิยม