
THAIHEALTH INNO AWARDS ลุยปั้นนวัตกรอาชีวะ ผลิตนวัตกรรมสุขภาพ ตอบโจทย์ชุมชนได้จริง
THAIHEALTH INNO AWARDS ลุยปั้นนวัตกรอาชีวะ ผลิตนวัตกรรมสุขภาพ ตอบโจทย์ชุมชนได้จริง
ใครเลยจะคิดว่า พื้นที่ลานโล่ง ๆ ของ “วัดล่ามช้าง” ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เดิมเคยเป็นเพียงศูนย์รวมกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมท้องถิ่นเช่นเดียวกับวัดทั่วไป แต่ปัจจุบันนี้กำลังกลายเป็นแหล่งปลุกปั้นว่าที่ “สตาร์ทอัพ” รุ่นใหม่ ที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชน
ปรากฏการณ์ครั้งนี้ มีที่มาจาก THAIHEALTH INNO AWARDS อีกหนึ่งโครงการสร้างสรรค์สังคม ที่ได้รับการสนับสนุน โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ “ปล่อยของ” และสร้างสรรค์ไอเดียกับการพัฒนา “นวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ” ปลูกฝังแนวคิดนักพัฒนาด้านนวัตกรรมต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 แล้ว
ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สสส. กล่าวว่า ที่มาของ THAIHEALTH INNO AWARDS เกิดจากสสส. เชื่อมั่นว่า “คนรุ่นใหม่” สามารถพัฒนาศักยภาพเพียงพอที่จะวิเคราะห์ปัญหาสังคม ชุมชนตนเอง ตลอดจนลุกขึ้นมาจัดการแก้ไขด้วยตัวเองและมีส่วนทำให้ชุมชนดีขึ้นได้
โดยTHAIHEALTH INNO AWARDS เปิดรับทั้งแนวคิดและสิ่งประดิษฐ์ของเยาวชนทั่วประเทศ ซึ่งผลการจัดงานสองปีที่ผ่านมา ทำให้ได้พบทั้งผลงานนวัตกรรมหลากหลายที่ล้วนถูกสร้างสรรค์ขึ้นบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ อีกทั้งยังเป็นผลงานนวัตกรรมที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพได้จริง
“เราต้องการนำความคิดสร้างสรรค์ เด็กมัธยมศึกษา และอาชีวมาช่วยกันคิดแก้ปัญหา โจทย์ต่าง ๆ ของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะนำไปสู่ปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ จึงเปิดรับแนวคิดหรือต้นแบบที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งต้องการปลูกฝังแนวคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ คิดและนำมาสู่การพัฒนาเป็นนวัตกรรม”
หนึ่งในนั้นมี ผลงาน “เครื่องสลัดน้ำมันจากการทอด”จากทีม“ต้นยางสารภี” 3 เยาวชน คือ จอมขวัญ ลุงต๋า เทพพิทักษ์ อินก๋า และสุเมธ ใจกว้าง จากวิทยาลัยเทคนิคสารภี จ.เชียงใหม่ ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับอาชีวศึกษา
“แนวคิดเกิดจากพฤติกรรมคนไทยนิยมบริโภคของทอด ซึ่งเทคนิคฯ สารภีจึงคิดโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ลดปริมาณน้ำมันที่ติดกับอาหารอย่างรวดเร็วซึ่งได้ประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพผู้บริโภคและร้านค้าเองก็จะได้มีทางเลือกช่วยในการโฆษณา ไปยังกลุ่มลูกค้าที่สนใจสุขภาพ” ดร.ณัฐพันธุ์ ชี้จุดเด่นผลงาน
ซึ่งหลังได้รับรางวัล ทั้งหมดยังเดินหน้าทำการพัฒนาปรับปรุงเครื่องให้ตอบโจทย์ตลาดและการใช้งานจริงยิ่งขึ้น โดยมีปรับขนาดเครื่องให้มีน้ำหนักพอดีกับการใช้งาน มีมือจับสำหรับหมุน และอุปกรณ์ทำด้วยสแตนเลสเพื่อความแข็งแรงทนทานไม่เป็นสนิม
นอกจากนี้ ได้ทำการทดสอบกับอาหารประเภททอด ด้วยการหมุนเครื่องเป็นเวลา 30 วินาที โดยเครื่องสามารถสลัดน้ำมันได้ 8.86 กรัม เทียบกับการเอาอาหารวางทิ้งไว้ 5 นาทีปล่อยให้น้ำมันไหลเอง ได้น้ำมัน 2.91 กรัม ผลต่างเฉลี่ยเท่ากับ 5.95 กรัม แสดงว่าเครื่องสลัดน้ำมันจากการทอดสามารถสลัดน้ำมันออกได้ในปริมาณที่มากกว่า และใช้เวลาน้อยกว่า
ส่วนผลประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้พบว่ามีความพึงพอใจในระดับดีมาก เนื่องจากรสชาติอาหารที่ได้จากการทอดยังคงเดิม ขณะนี้อยู่ในระหว่างการจดสิทธิบัตร ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กทั่วประเทศติดต่อเข้ามาขอซื้อเครื่องแล้ว
ส่วนอีกผลงาน คือนวัตกรรมเชิงกระบวนการจาก ทีม CMVC Healthy Plus วิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศระดับอาชีวศึกษาลำดับที่ 1 ผลงาน “Care Share Team สุขภาพสู่ชุมชน” เป็นนวัตกรรมเชิงกระบวนการ ขับเคลื่อนโดยเครือข่ายจิตอาสา ผลิตนวัตกรรมสุขภาพวิชาโครงการตามแนวคิด Design Thinking เพื่อให้เกิดการ“ร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมใช้นวัตกรรม” ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เพื่อแก้ปัญหาและสร้างเสริมสุขภาพให้คนในชุมชนล่ามช้าง
โดยรวบรวมนวัตกรรมกว่า 20 นวัตกรรมสู่ชุมชนในรูปแบบการจัดกิจกรรม อาทิ กิจกรรมเข้าถึงอาสาบริการชุมชน ได้มีส่วนร่วมในวัฒนธรรมชุมชน ทำให้เกิดการเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา เช่น การประยุกต์ท่าฟ้อนบาเจิงเพื่อใช้เป็นท่าออกกำลังกายและสร้างเสริมวัฒนธรรมร่วมกับชุมชน สอนการนวดและผลิตอุปกรณ์ออกกำลังกายเพื่อใช้ในชุมชน ผลิตสื่อรณรงค์ป้องกันฝุ่น PM 2.5 และเว็บไซต์ชุมชนล่ามช้าง
สำหรับผลงานที่โดดเด่น คือ นวัตกรรมลดขยะในชุมชนโดยการนำเปลือกส้มที่เหลือจากร้านค้าในชุมชนมาผลิตเป็น“เทียนหอมไล่ยุงจากเปลือกส้ม” ผลงานของ อรทัย เจิมจันทร์ และทีม เธอเล่าไอเดียที่คิดขึ้นว่า เกิดจากการพบว่าในชุมชนมีเปลือกส้มเหลือทิ้งค่อนข้างมาก จึงสนใจและค้นคว้าพบว่า เปลือกส้มมีคุณสมบัติทั้งใช้จุดป้องกันยุง และให้ความหอม
ประกอบกับภาคเหนือจะมีการจุดผางประทีปทุกช่วงประเพณีลอยกระทงทุกปี จึงทดลองนำเปลือกส้มไปตากแห้ง แล้วนำมาหล่อเป็นผางประทีป โดยยังนำเศษน้ำตาเทียนที่ใช้แล้วในวัดมาเป็นวัตถุดิบ หลังพัฒนาจนพอใจ จึงทดลองวางจำหน่าย ปรากฏว่าได้ผลตอบรับดี สามารถสร้างรายได้ให้ไม่น้อยกว่า 800 บาทต่อครั้ง ล่าสุด ยังกำลังต่อยอดเชิงธุรกิจเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการท่องเที่ยวในชุมชนด้วย
ดร.ณัฐพันธุ์ กล่าวว่า ทั้งสองโครงการมีแนวคิดที่สอดรับกับแนวทางการดำเนินงานของ สสส. ที่มุ่งแก้ไขต้นเหตุอันก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ โดยการสร้างการเปลี่ยนแปลง เช่น ด้านนโยบาย สิ่งแวดล้อม เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การปรับเปลี่ยนระบบบริการสุขภาพ การสร้างทักษะและพฤติกรรมส่วนบุคคล
“สิ่งที่น่าสนใจคือเด็กเขาลงไปชุมชนเอง เพื่อค้นหาดูว่าปัญหาอะไรบ้าง และยังมีการนำขยะหรือของเหลือใช้มาพัฒนาเป็นนวัตกรรมด้านสุขภาพ ปัจจุบันหลายโครงการมีการขยายผลต่อเนื่อง ซึ่ง สสส.ยังได้แนะนำให้มีการจดสิทธิบัตร หลังพบว่ามีหลายชิ้นงานต่อยอดไปสู่เชิงธุรกิจได้จริง”
THAIHEALTH INNO AWARDS 2020 ปีนี้ จะจัดขึ้นอีกครั้งภายใต้แนวคิด ‘ชีวิตดีเริ่มที่เรา’ โดยเปิดรับไอเดียหรือผลงานแล้ว ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 6 ต.ค. 2563 เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช. หรือเทียบเท่า) ที่สนใจ ต้องการส่งไอเดียหรือผลงานนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพเข้าประกวด ติดตามรายละเอียดได้ทาง https://www.thaihealth.or.th/inno



