
"ทูตอียู" ลงพื้นที่เชียงราย ชื่นชมคนไทยรับมือกับวิกฤตได้ดี
"ทูตอียู" ลงพื้นที่เชียงราย ติดตามงานฟื้นฟูผลกระทบจากโควิด-19 ชื่นชมคนไทยรับมือกับวิกฤตได้ดี
ไทยได้รับคำชื่นชมว่าสามารถรับมือกับวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี เพราะความตื่นตัวในการดูแลตัวเองและวินัยในการใช้ชีวิตภายใต้ “วิถีปกติใหม่” แต่ก็ไม่อาจนิ่งนอนใจ “การ์ดต้องไม่ตก” พร้อมๆ กับการเร่งฟื้นฟูเพื่อให้ประเทศเดินหน้า ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ นายเปียร์ก้า ตาปิโอลา เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (อียู) พร้อมด้วยนางโอลก้า ตาปิโอลา ภริยาและบุตรชาย ได้เดินทางไปเยือนจังหวัดเชียงรายอย่างเป็นทางการเพื่อรับทราบข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบัน พร้อมเข้าเยี่ยมคารวะ นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และติดตามความคืบหน้าของโครงการฟื้นฟูความเสียหายจากการระบาดของโควิด -19 ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรป รวมถึงโครงการพัฒนาที่มุ่งเน้นในการพัฒนาสภาพเศรษฐกิจและสังคม ของผู้คนกลุ่มต่างๆ ในจังหวัด
เชียงรายเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสหภาพยุโรปจากโครงการพัฒนาและแลกเปลี่ยนทางการค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชนชาวไทยภูเขาในภูมิภาคเชียงใหม่และเชียงรายในโครงการพัฒนาของจังหวัด (2556-2560) ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสหภาพยุโรป รวมไปถึงกลุ่มอนุรักษ์ป่าบุญเรือง (2558-2561) ที่ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC) และเงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรป และการขึ้นทะเบียนกาแฟดอยตุงและกาแฟดอยช้างให้เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) ที่ได้รับการคุ้มครองในสหภาพยุโรป
ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด -19 อย่างหนักนั้น เชียงรายพบผู้ติดเชื้อเพียง 9 ราย ทว่าการแพร่ระบาดก็ยังสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในประชาชนกลุ่มต่างๆ อย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว โดยเมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาสหภาพยุโรปได้เปิดตัวโครงการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด -19 ด้วยงบดำเนินการกว่า 2.6 ล้านยูโร หรือราว 90 ล้านบาท โดยมีจุดประสงค์หลัก 3 ด้าน คือการให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน การฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและสังคม และการสร้างความสามารถในการยืดหยุ่นของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด -19
โครงการรับมือการแพร่ระบาดของโควิด -19 ในส่วนที่เป็นโครงการระดับประเทศ มีขอบเขตการทำงานครอบคลุม 38 จังหวัดของไทย ซึ่งดำเนินงานโดยมูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมมือกับมูลนิธิชุมชนไท มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (HOMENET) และมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) โดยในจังหวัดเชียงรายได้รับการฟื้นฟูและช่วยเหลือแรงงานท้องถิ่นที่ผลิตสินค้าทำมือและจำหน่ายในถนนคนเดิน หรือ “กาดเจียงฮายรำลึก” เพราะแรงงานกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการมาตรการล็อกดาวน์ที่ผ่านมา
ในงานพบปะเครือข่ายแรงงานนอกระบบจังหวัดเชียงราย ที่หอประชุมสำนักงานเทศบาลจังหวัดเชียงราย อาทิ ชมรมผู้ค้าถนนคนเดิน, ชมรมร้านอาหารและหาบเร่แผงลอย, เครือข่ายผู้ทำการผลิตที่บ้าน เป็นต้น ซึ่งมีนางบังอร มะลิดิน รองนายกเทศมนตรี และนางสาวรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง มูลนิธิแอ็คชั่นเอด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ให้การต้อนรับ นายเปียร์ก้า กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด -19 มีผู้ติดเชื้อกว่า 20 ล้านราย และเสียชีวิตทั่วโลกกว่า 7 แสนคน ทั้งยังก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และระบบสาธารณสุข โลกหลังโควิดยังมองไม่ออกว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร และเราจะต้องปฏิบัติตัวเช่นไร สหภาพยุโรปในฐานะผู้ให้ความช่วยเหลืออันดับต้นๆ ของโลก ได้ร่วมมือกันจัดสรรเงินช่วยเหลือประเทศของตัวเองรวมถึงประเทศอื่นๆ รวม 15,600 ล้านยูโร โดยในส่วนของประเทศในกลุ่มอาเซียนรวมถึงไทยนั้นได้รับการช่วยเหลือ 350 ล้านยูโร
อันดับแรกเป็นการตอบสนองกรณีฉุกเฉิน โดยเน้นเรื่องการยืดหยุ่นหรือการปรับตัวในระบบสาธารณสุข ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลไทยทำได้อย่างยอดเยี่ยมมาก คนไทยเหมือนมีสันชาตญาณฝังลึกในตัวเรื่องการเว้นระยะห่างทางสังคม ทำให้ 2 เดือนที่ผ่านมาไม่มีการติดเชื้อในประเทศเลย ขณะที่ในส่วนของการรับมือทั่วโลกนั้นตอนนี้ยังไม่มีวัคซีน ทำให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมยังแผ่วงกว้าง ทำอย่างไรให้คนมีงานทำ ให้ระบบเศรษฐกิจเดินได้ สิ่งที่รัฐบาลแต่ละประเทศต้องทำคือเร่งสร้างสมดุลให้คนปลอดภัยในชีวิตและสามารถมีอาชีพการงานได้ ภายใต้ 3 แนวทางคือ การตอบสนองเฉพาะหน้า การสร้างระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง และสามารถประคับประคองเศรษฐกิจให้เดินต่อไปได้
“วันนี้ได้รับฟังปัญหาต่างๆ จากกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เชียงราย ทราบว่าเชียงรายมีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว ปัจจุบันคนเดินทางน้อยลงมาก ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว เราจึงต้องหาทางแก้ปัญหา เพราะภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับชุมชน การทำงานร่วมกันและการแลกเปลี่ยนระหว่างภาคประชาชนท้องถิ่นเป็นหัวใจสำคัญในยุคนิวนอร์มอล มีการพูดถึงอุปกรณ์และเครื่องมือในการทำตลาดออนไลน์ต่างๆ ซึ่งโครงการให้ความช่วยเหลือนี้จะสามารถเข้าถึงกลุ่มแรงงานนอกระบบ สิ่งสำคัญคือต้อพยายามทำให้สิ่งที่ลงทุนลงแรงในวันนี้บรรลุผลให้ได้ ขอให้ทุกคนที่อยู่ในโครงการรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ นำไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจให้กับเทศบาลอื่นๆ ให้หันมาทำงานในแนวทางเดียวกัน ซึ่งจะสามารถเข้าถึงแรงงานนอกระบบที่มีกว่า 17,000 คน โดยครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง” ทูตอียูประจำประเทศไทย ฝากความหวัง
โอกาสเดียวกันนี้ นายเปียร์ก้า ยังได้เยี่ยมชมสถาบันชาและกาแฟแห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และโครงการ พัฒนาดอยตุง ซึ่งดำเนินงานโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของอุตสาหกรรมชาและกาแฟที่สร้างผลกระทบในทางบวกแก่การพัฒนาภาคเศรษฐกิจและสังคมในภาคเหนือของประเทศไทย
ที่โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ “ทูตอียู” และครอบครัว ได้ร่วมสังเกตการทำงานต่างๆ อย่างพื้นที่ปลูกแมคคาเดเมียและโรงงานแปรรูป การผลิตกาแฟดอยตุง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI) โดยสหภาพยุโรป รวมไปถึงโรงทอผ้า ซึ่งผลิตสินค้าคุณภาพสูงให้แก่ผู้บริโภคในทวีปยุโรปผ่านโครงการร่วมมือกับอิเกีย เหล่านี้ล้วนเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวไทยภูเขาให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเสริมสร้างรายได้ การลดปัญหาความยากจน รวมถึงการขจัดปัญหายาเสพติด และความขัดแย้ง
“ผมมีความยินดีอย่างมากที่ได้เห็นสหภาพยุโรปให้การช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด -19 ในจังหวัดเชียงราย นอกจากนี้ยังยินดีที่ได้เห็นความสำเร็จของสถาบันชาและกาแฟแห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและโครงการพัฒนาดอยตุง รวมถึงโอกาสที่ได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปและจังหวัดเชียงรายทั้งที่มีอยู่แล้วและที่อาจจะมีเพิ่มเติมในอนาคต” นายเปียร์ก้า กล่าวทิ้งท้าย



