ข่าว

“นพ.สรณ” กับสงครามตีความกฎหมาย กสทช.
เมื่อมาตรา 8 ถูกดึงมาใช้เป็นสนามต่อสู้ของอำนาจและนิยาม “องค์กรอิสระ”

“นพ.สรณ” กับสงครามตีความกฎหมาย กสทช.
เมื่อมาตรา 8 ถูกดึงมาใช้เป็นสนามต่อสู้ของอำนาจและนิยาม “องค์กรอิสระ”

28 พ.ค. 2569

กสทช. ในวันนี้ไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลคลื่นความถี่ โทรคมนาคม และกิจการสื่ออีกต่อไป

หากแต่เป็นองค์กรที่อยู่ท่ามกลางผลประโยชน์ขนาดใหญ่ของประเทศ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และความมั่นคงทางดิจิทัล เพราะทุกมติสำคัญของ กสทช. ตั้งแต่การประมูลคลื่น การกำกับผู้ประกอบการโทรคมนาคม ไปจนถึงการกำกับแพลตฟอร์มยุคใหม่ ล้วนมีผลต่อโครงสร้างการแข่งขันและเม็ดเงินมหาศาลในระบบเศรษฐกิจ

 

ด้วยเหตุนี้ ความเคลื่อนไหวรอบตัว ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงเฉพาะตัวบุคคล แต่กลายเป็นกรณีศึกษาของแรงเสียดทานภายในระบบองค์กรอิสระไทย โดยเฉพาะเมื่อประเด็นเรื่องคุณสมบัติถูกหยิบขึ้นมาตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่ามกลางคำถามว่าแท้จริงแล้วปัญหานี้เป็นเรื่องข้อกฎหมายโดยตรง หรือเป็นส่วนหนึ่งของเกมอำนาจที่รายล้อมองค์กรกำกับดูแลอุตสาหกรรมมูลค่าหลายแสนล้านบาท

 

ในอีกด้านหนึ่ง ก่อนเข้ารับตำแหน่งในองค์กรกำกับดูแลด้านโทรคมนาคม นพ.สรณ มีเส้นทางวิชาชีพที่ผูกพันกับระบบสาธารณสุขไทยมายาวนาน ทั้งในฐานะแพทย์โรคหัวใจ อาจารย์แพทย์ และนักวิชาการที่มีบทบาทผลักดันมาตรฐานการรักษา รวมถึงแนวคิดการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและต่างจังหวัด

สำหรับนพ.สรณ โทรคมนาคมไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจหรือสัญญาณมือถือ แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานของคุณภาพชีวิต” ทั้งด้านการแพทย์ การศึกษา ระบบเตือนภัย และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนในต่างจังหวัด

 

แต่หลังเข้ารับตำแหน่ง จนเหลืออีกแค่ 2 ปีจะครบวาระ สิ่งที่ถูกโดนหยิบขึ้นมาต่อเนื่องกลับไม่ใช่เรื่องนโยบาย และข้อเสนอในการพัฒนาในขอบเขตของสำนักงาน กสทช. หากเป็นข้อพิพาทเรื่อง “คุณสมบัติ” ทั้งสถานะอาจารย์แพทย์ การตรวจรักษาคนไข้ การมีชื่อเกี่ยวข้องกับองค์กรเอกชน รวมถึงคำถามว่า การลาออกหรือการแจ้งไม่รับตำแหน่งของ นพ. สรณ นั้น “มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่”

 

ข้อถกเถียงสำคัญจึงพุ่งไปที่รื้อการตีความ “มาตรา 8” แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะต้องห้ามและการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนของกรรมการ กสทช. แม้ว่าจะผ่านกระบวนสรรหาและแต่งตั้งจะจบไปแล้ว

 

ฝ่ายคัดค้านพยายามหาช่องว่างว่าองค์กรอิสระอย่าง กสทช. ต้องปราศจากข้อกังขาแม้แต่น้อย เพราะมีอำนาจกำกับดูแลอุตสาหกรรมมูลค่ามหาศาลและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะโดยตรง จึงต้องตีความคุณสมบัติอย่างเคร่งครัดที่สุด

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีข้อโต้แย้งว่า เจตนารมณ์สำคัญของมาตรา 8 คือการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอำนาจกำกับดูแลด้านสื่อสาร โทรคมนาคม คลื่นความถี่ หรือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง มิใช่เพื่อกันบุคคลที่ยังประกอบวิชาชีพเฉพาะทาง เช่น แพทย์ หรืออาจารย์แพทย์ ออกจากระบบองค์กรอิสระโดยอัตโนมัติ

 

รายงานตรวจสอบของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งจัดทำตามคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ระบุว่า ก่อนวันที่ 8 มกราคม 2565 นพ.สรณ ยังมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย แต่หลังจากนั้นได้เปลี่ยนเป็น “แพทย์ตอบแทนรายชั่วโมง” ซึ่งมหาวิทยาลัยตีความว่าเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระ ไม่ใช่พนักงานมหาวิทยาลัยอีกต่อไป และเมื่อได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในเดือนเมษายน 2565 ก็ไม่ปรากฏสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยแล้ว

 

ขณะเดียวกัน กรณีการมีชื่อเกี่ยวข้องกับธนาคารกรุงเทพ ก็มีหนังสือชี้แจงว่า แม้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะมีมติแต่งตั้ง แต่ นพ.สรณ ได้แจ้งไม่รับตำแหน่ง และไม่มีการจดทะเบียนเป็นกรรมการต่อหน่วยงานนายทะเบียนแต่อย่างใด

 

อีกประเด็นที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาในการตีความ คือ “มาตรา 18” ของกฎหมายเดียวกัน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าสะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายรับรู้ถึง “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” ของผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการ กสทช. ที่ยังต้องดำเนินการจัดการสถานะต่างๆ ให้แล้วเสร็จก่อนเข้ารับหน้าที่อย่างสมบูรณ์

 

กล่าวคือ ในช่วงระหว่างได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาและรอการโปรดเกล้าฯ บุคคลดังกล่าวยังไม่ถือว่าเข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการ กสทช. โดยสมบูรณ์ กฎหมายจึงวางกลไกรองรับไว้เพื่อให้สามารถดำเนินการเรื่องสถานะต่างๆ ให้ถูกต้องตามขั้นตอนภายในระยะเวลาที่กำหนด

 

ด้วยเหตุนี้ หลายฝ่ายจึงมองว่า กระบวนการทางกฎหมายได้ดำเนินครบถ้วนแล้วตั้งแต่ขั้นตอนสรรหา การตรวจสอบคุณสมบัติ และการเห็นชอบจากวุฒิสภา ขณะที่ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นภายหลัง สะท้อนแรงกดดันและเกมอำนาจที่พยายามเข้ามากระทบองค์กรอิสระ มากกว่าจะเป็นปัญหาคุณสมบัติที่มีน้ำหนักทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

 

ทั้งหมดนี้ทำให้กรณีของ นพ.สรณ มีความซับซ้อนกว่าคดีคุณสมบัติทั่วไป เพราะแก่นสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ “ถูกหรือผิด” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าประเทศไทยกำลังจะนิยามคำว่า “ความเป็นอิสระ” ขององค์กรอิสระไว้อย่างไร

 

ในอดีต กฎหมายองค์กรอิสระถูกออกแบบบนแนวคิดว่า ผู้ดำรงตำแหน่งต้อง “ตัดขาด” จากสถานะและผลประโยชน์อื่นอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันการครอบงำ แต่ในโลกปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงจำนวนมากกลับมีหลายบทบาทพร้อมกัน ทั้งเป็นแพทย์ อาจารย์ นักวิจัย หรือที่ปรึกษาองค์กรต่างๆ

 

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า การยังรักษาคนไข้หรือทำงานวิชาการ เท่ากับ “ขาดความเป็นอิสระ” โดยอัตโนมัติหรือไม่ และเส้นแบ่งระหว่าง “งานวิชาชีพ” กับ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ควรถูกวางไว้ตรงไหน

 

อีกด้านหนึ่ง หลายฝ่ายมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่าตัวบุคคล เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา กสทช. เต็มไปด้วยแรงปะทะทางการเมือง ความขัดแย้งภายใน การตีความกฎหมายที่แตกต่าง รวมถึงแรงกดดันจากกลุ่มทุน ภาคประชาสังคม และเครือข่าย NGO

 

ไม่ว่าใครจะเข้ามานั่งเก้าอี้นี้ ก็แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเผชิญแรงต้านจากหลายฝ่ายพร้อมกัน เพราะ กสทช. ไม่ได้มีอำนาจเพียงกำกับเทคโนโลยี แต่กำลังกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

 

และท้ายที่สุด ผู้ที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุด อาจไม่ใช่เพียงตัวบุคคลที่ถูกตั้งคำถาม แต่คือ “ความน่าเชื่อถือของระบบองค์กรอิสระไทย” ทั้งระบบเอง