ข่าว

ก้าวสำคัญ ศึกษาขยายพื้นที่อีอีซี เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก และภาพรวมเศรษฐกิจไทย

ก้าวสำคัญ ศึกษาขยายพื้นที่อีอีซี เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก และภาพรวมเศรษฐกิจไทย

29 ส.ค. 2568

การขับเคลื่อน เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ถือเป็นหนึ่งในพันธกิจสําคัญของรัฐบาลไทย ที่ได้ต่อยอดความสําเร็จจาก โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรืออิสเทิร์สซีบอร์ด เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ให้ครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่เป้าหมายกว่า 8.3 ล้านไร่

ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการในบริเวณ 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา โดยมีเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ที่สําคัญ คือ มีการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ชัดเจนโดยเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของพื้นที่ สอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีการบูรณาการการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคให้ต่อเนื่อง และเชื่อมโยงกันทั้งในและนอกเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก การพัฒนาเมืองให้มีความทันสมัยระดับนานาชาติที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยและประกอบกิจการ มีการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร รวมทั้งมีการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเป็นการเฉพาะ 

 

ภาคเอกชน 3 สถาบัน ริเริ่มเสนอขยายพื้นที่ อีอีซี 

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้เข้าหารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี (นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร) เมื่อช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในข้อหารือด้านเศรษฐกิจของประเทศ คณะกรรมการ กกร. ได้มีข้อเสนอแนะสำคัญเร่งด่วน คือ การขอเพิ่มให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อให้เกิดการเดินหน้าพัฒนาอย่างยั่งยืน และผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว ที่จะต่อยอดสร้างโอกาสการลงทุนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตพื้นที่และชุมชนได้ ซึ่งถือเป็นแนวคิดหลักของการพัฒนาพื้นที่ อีอีซี 

สกพอ. ศึกษาเข้มข้นถึงความเหมาะสม ภายใต้วัตถุประสงค์ของ อีอีซี 

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)  อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาถึงความเหมาะสม และศักยภาพของพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ในการขยายเป็นพื้นที่อีอีซี ให้ครอบคลุมทุกมิติทั้งศักยภาพ โอกาส และแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงศึกษาประมาณการความต้องการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และจะจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการกำหนดบทบาทของจังหวัดปราจีนบุรี ที่จะเชื่อมโยงกับพื้นที่อีอีซี และคาดว่าจะแล้วเสร็จ ภายในเดือนกันยายน 2568 นี้ 

 

ในการศึกษาถึงความเหมาะสมของจังหวัดปราจีนบุรี ดังกล่าว ปัจจุบัน สกพอ. ได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ดำเนินการให้ละเอียด ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนสำหรับการกำหนดทิศทางนโยบายที่เหมาะสมที่สุด

โดยในเบื้องต้นของการศึกษาครั้งนี้ สถาบันวิจัยฯ จะลงพื้นที่สำรวจข้อมูลพื้นฐาน พร้อมทั้งวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่แต่ละอำเภอในจังหวัดปราจีนบุรี ด้วยวิธีการทางวิชาการที่เป็นมาตรฐาน เช่น การประเมินจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของพื้นที่ การประเมินผลกระทบทางสังคม (Social Impact Assessment: SIA) ทั้งนี้ สกพอ. ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนในพื้นที่ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงประชาชนในทั้ง 7 อำเภอของจังหวัดปราจีนบุรี โดยจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นกลาง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สะท้อนความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง 

 

นอกจากนั้น ในการออกแบบนโยบาย สถาบันวิจัยฯ จะทำการวิเคราะห์และคาดการณ์ความต้องการใช้ทรัพยากรในอนาคตของจังหวัดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะด้านน้ำ พลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัล และแรงงาน เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภค รองรับการเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

 

มุ่งตอบโจทย์พัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

การศึกษาฯ ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการประเมินศักยภาพในเชิงวิชาการ แต่เป็นการรวบรวมข้อมูล บทวิเคราะห์ และเสียงสะท้อนจากประชาชน เพื่อนำไปประกอบใช้ในการกำหนดนโยบายว่าจะควรขยายพื้นที่อีอีซีให้ครอบคลุมจังหวัดปราจีนบุรีด้วยหรือไม่ อย่างไร ซึ่งจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) และ ครม. ต่อไป 

 

การพัฒนา อีอีซี ไม่ใช่เพียงการกำหนดพื้นที่เพื่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรม แต่เป็นการนำแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยในพื้นที่จังหวัดอีอีซีจะได้มีการพัฒนาเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการดึงดูดให้แก่การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 ประเภท ซึ่งคำนึงถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การสร้างนวัตกรรมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดให้มีบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร การจัดหาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ มีความต่อเนื่อง ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวกและเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของพื้นที่ โดยสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาเมืองให้มีความทันสมัยระดับนานาชาติที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยอย่างสะดวก ปลอดภัย และประกอบกิจการอย่างมีคุณภาพ