คมชัดลึกออนไลน์ 10 เมษายน 2563
คมชัดลึกออนไลน์
วันนี้ในอดีต

26 มี.ค. 2510 จิม ทอมป์สัน หายไปไม่กลับมา

26 มีนาคม 2563 - 02:00 น.
จิม ทอมป์สัน,ผ้าไหมไทย,หายตัว,วันนี้ในอดีต
วันนี้ในอดีต

Shares :
เปิดอ่าน 2,410 ครั้ง

#วันนี้ในอดีต คอลัมน์วาไรตี้ประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่ความทรงจำ


 

 

**********************************

 

 

เอ่ยมาว่า “จิม ทอมป์สัน” หลายคนอาจคุ้นเคยดีว่าคือแบรนด์ของผ้าไหมไทยอันโด่งดังเป็นที่นิยม


ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

 

 

 

 

 

โดยชื่อนี้ คือ ชื่อของชายชาวอเมริกันที่เข้ามาทำธุรกิจผ้าไหมในไทยจนประสบความสำเร็จ หากแต่วันนี้เมื่อ 53 ปีก่อน เขาได้หายตัวไปจากโรงแรม บนแคเมอรอนไฮแลนด์ รัฐอิโปห์ ประเทศมาเลเซีย โดยไม่มีใครทราบเหตุการณ์ที่แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครพบเจอหรือทราบข่าวคราวของเขาอีกเลย

 

วันนี้ในอดีต จึงขอนำเรื่องราวของเขามาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง

 

 

 

อเมริกันแมน

 

จิม ทอมป์สัน หรือชื่อเต็มว่า “เจมส์ แฮร์ริสัน วิลสัน ทอมป์สัน” เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1906 (2449) ในเมืองกรีนวิลล์ รัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา

 

เขาเรียนมัธยมในเมืองวิลมิงตัน จากนั้นเข้าโรงเรียนประจำ เซนต์พอล และมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ระหว่างปี ค.ศ. 1924–1928

 

ว่ากันว่าความจริงแล้วจิมคนนี้มีความสนใจด้านศิลปะ แต่ก็เลือกที่จะศึกษาต่อด้านสถาปัตยกรรมจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และทำงานด้านสถาปัตยกรรมในมหานครนิวยอร์กหลังเรียนจบ

 

 

 

Cr.https://www.jimthompson.com/jims-story

 

 

 

ต่อมาราวปี ค.ศ. 1940 ได้เกิดสงครามขึ้นในยุโรป จิมจึงอาสาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพบกของสหรัฐอเมริกา และนั่นคือจุดพลิกผันครั้งยิ่ใหญ่ในชีวิตของเขา

 

เมื่อสงครามลามมาสู่สงครามโลกครั้งที่สอง จิมได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าหน้าที่ในสำนักงานด้านยุทธศาสตร์ (Office of Strategic Services -- OSS) ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นหน่วยสอบสวนกลาง (Central Intelligence Agency หรือ CIA) ทำให้เขามีโอกาสเดินทางไปหลายที่ทั่วโลก โดยเขาได้รับมอบหมายให้ทำงานกับกองทัพฝรั่งเศสในแอฟริกาตอนเหนือ โดยมีกำหนดจะส่งเขาไปยังอิตาลี ฝรั่งเศส และเอเชียด้วย ทั้งนี้จิมได้ฝึกฝนเรียนรู้เกี่ยวกับการเอาตัวรอดในป่ามาเป็นอย่างดี

 

 

 

 

ประทับใจไทยแลนด์

 

ที่สุด จิมก็เดินทางมากรุงเทพฯ ครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1945 ในช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่สอง ข้อมูลระบุว่าภารกิจเดิมของจิมในตะวันออกไกลก็คือ โดดร่มลงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เพื่อต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น

 

จนเมื่อสหรัฐทิ้งระเบิดปรมาณูลงที่ญี่ปุ่น ซึ่งก็คือที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ภารกิจของจิมจึงเปลี่ยนไป เขาต้องรีบมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ โดยตรง

 

จนเมื่อสงครามสิ้นสุดลง เขาได้รับตำแหน่งหัวหน้าสถานียุทธศาสตร์ในกรุงเทพมีหน้าที่ฟื้นฟูสถานเอกอัครทูตสหรัฐอเมริกาขึ้นใหม่

 

อย่างไรก็ดี ระหว่างนั้นเอง จิมเกิดหลงใหลในชีวิตชนบทของไทย เขาจึงตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตในประเทศไทยต่อไป โดยในปี ค.ศ. 1946 เมื่อจิมปลดประจำการจากกองทัพ เขาก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทย มีแผนที่จะทำอาชีพใหม่ และมีโอกาสได้ทำงานในสยที่ร่ำเรียนมาในการรีโนเวทโรงแรมโอเรียลเต็ลที่มีชื่อเสียงที่สุดของกรุงเทพฯ ในสมัยนั้น

 

 

 

https://www.businessdestinations.com/bd-portrait/jim-thompson-the-legacy-of-the-thai-silk-king/

 

 

 

ระหว่างอาศัยในเมืองไทย จิมได้เดินทางไปหลายที่ในภาคอีสาน จนกระทั่งเกิดไปหลงใหลงในผ้าไหม และอุตสาหกรรมการเลี้ยงไหมในครัวเรือน

 

และด้วยเหตุที่ช่วงนั้นเป็นภาวะหลังสงคราม ทำให้การทอผ้าไหมซบเซาไปมาก ทำให้ในเวลานั้นมีช่างทอผ้าเหลือเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ยังคงปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ย้อมด้าย ทอผ้าใต้ถุนบ้าน

 

จิมเมื่อได้เห็นคุณภาพของผ้าไหมทอมือ ก็รู้สึกตื่นเต้นและสนใจอย่างยิ่ง เล็งเห็นถึงคุณค่าของการเป็นผ้าทอมือที่แตกต่างจากการผลิตด้วยเครื่องจักร เขาจึงหมายมั่นที่จะฟื้นฟูกิจการทอผ้าไหมของไทยให้ ผ้าไหมไทยเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง

 

 

 

 

 

เส้นทางสายผ้าไหม

 

ที่สุด เมื่อกลับมากรุงเทพฯ จิมจึงเริ่มเดินหน้าในหลากลหายมิติ ทั้งยังได้ปรึกษามิตรสหาย จนที่สุดเขาทำให้เขาได้ทราบถึงขั้นตอนการทำงานอันประณีตของช่างทอผ้าชาวไทย

 

กระทั่งจิมเริ่มไปสำรวจที่ชุมชนบ้านครัว ที่ริมคลองแสนแสบ ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิม และเป็นชุมชนทอผ้าแห่งหนึ่งหลงเหลืออยู่ในพระนคร

 

 

 

บ้านจิม ทอมป์สัน ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ อยู่ตรงข้ามชุมชนบ้านครัว กรุงเทพฯ

 

 

 

จิมเข้าไปทำความรู้จักสนิทสนมกับช่างทอที่นั่น ทั้งยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการทอผ้าไปด้วย

 

มีข้อมูลมาจิมได้นำตัวอย่างผ้าไหมแบบดั้งเดิมไปเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา โดยเข้าพบ แฟรงก์ คราวนินชีลด์ บรรณาธิการของนิตยสาร Vanity Fair ซึ่งสนิทสนมกันมาก่อน

 

จากนั้นเขาได้รู้จักกับเอ็ดนา วูลแมน เชส ซึ่งภายหลังเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Vogue ซึ่งเมื่อเชสได้เห็นผ้าไหมของช่างทอบ้านครัวก็รู้สึกชอบใจทันที

 

อีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เสื้อผ้าไหมที่ออกแบบโดยวาเลนทินา นักออกแบบเสื้อผ้าผู้มีชื่อเสียงของนิวยอร์กก็ได้ปรากฏโฉมในนิตยสาร Vogue อย่างสง่างาม

 

หลังจากนั้นจิมได้ก่อตั้งบริษัทขึ้น ในปี ค.ศ. 1948 และส่งเสริมให้ชาวบ้านครัวทอผ้าโดยอิสระ แล้วไปรับซื้อโดยตรง เพื่อให้เกิดการแข่งขัน และคงคุณภาพไว้อย่างเดิม เขานั่งเรือจากฝั่งตรงข้าม ไปยังชุมชนบ้านครัวทุกวัน เพื่อตรวจสอบผ้า ให้คำแนะนำ และซื้อผ้าทอเหล่านั้น

 

กระทั่งช่างทอที่บ้านครัวมีฐานะดีขึ้น บางคนถึงมีฐานะในระดับเศรษฐี มีเครื่องอำนวยความสะดวกในบ้านครบครันกันถ้วนหน้า (ในเวลานั้น) ในขณะเดียวกัน ธุรกิจผ้าไหมไทยเจ้าอื่นๆ ก็เหมอนฟ้าเปิดทาง

 

 

 

 

หายไร้ร่องรอย

 

 

น่าเศร้าใจยิ่งที่อยู่ๆ ตอนบ่ายวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1967 (2510) หลังวันเกิดของเขาเพียง 5 วัน จิมได้หายตัวไปจากที่พัก ชื่อว่า Moonlight Cottage ซึ่งตั้งอยู่ที่ คาเมรอนไฮแลนด์ทางตอนเหนือของกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ขณะเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนวันหยุด และไม่มีใครทราบชะตากรรมของเขานับแต่นั้น

 

มีเพียงพยานรู้เห็นว่า เขาเดินออกจากที่พักเพื่อไปเดินเล่นตามปกติ จากนั้นกลับเข้ามาอีกรอบ แล้วเดินออกไปใหม่และคราวนี้ก็ไม่กลับมาอีกเลย บ้างก็ว่าถูกโจรฆ่าตาย หรือเป็นแผนร้ายของคู่แข่งทางธุรกิจ ฯลฯ

 

 

 

Moonlight Cottage

 

 

 

มีทฤษฎีเกี่ยวกับการหายตัวไปของจิม ทอมป์สันออกมามากมาย ทั้งทฤษฎีสมคบคิดกันทางการเมือง ถูกคู่แข่งทางธุรกิจสังหาร โดนเสือกิน หรือแม้แต่เรื่องเหนือธรรมชาติ และยังมีทฤษฎีที่ว่าเขาได้วางแผนโดยใช้การหายตัวไปของตัวเองเป็นข้ออ้าง เพื่อออกจากประเทศไทยไปอย่างมีเกียรติ เพราะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับกรมศิลปากรในเรื่องที่เขาชอบเก็บสะสมโบราณวัตถุเอาไว้เป็นจำนวนมาก

 

หากจิมได้ทิ้งมรดกเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไหมไทย และเรือนไทยไม้สักที่ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยมีการรวบรวมศิลปวัตถุของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอาไว้เป็นจำนวนมาก

 

พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน อยู่ในความดูแลของมูลนิธิจิม ทอมป์สัน ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2539 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

 

จิม ทอมป์สันนับว่าเป็นบุคคลสามัญคนแรกที่พัฒนากิจการทอผ้าพื้นเมืองของไทย ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในต่างประเทศ

 

************************************

 

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากวิกิพีเดีย

https://www.businessdestinations.com/bd-portrait/jim-thompson-the-legacy-of-the-thai-silk-king/

.https://www.jimthompson.com/jims-story

 

 



5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ