royal coronation
วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562
วันนี้ในอดีต

“พรรคมาก่อนบุคคล”: มือปราบหูดำ

วันที่ 27 มกราคม 2561 - 03:37 น.
อันดับ1, เมืองน่าท่องเที่ยวที่สุดในโลก, รศ.ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร, ผู้ว่ากทม.ฯ, ที่ปรึกษาฯ, ลาออก, 27มกราคม 2559, พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ, มือปราบหูดำ, วันนี้ในอดีต, พรรคมาก่อนบุคคล
Shares :
เปิดอ่าน 13,172 ครั้ง

“อะไรที่ขับเคลื่อนสู่ประชาชน ต้องขับเคลื่อนด้วยพรรคการขับเคลื่อนเพียงคนเดียวหวือหวาแต่ไม่ยั่งยืน”นี่คือความเชื่อฝังใจและนำไปสู่การตัดสินใจลาออกของ"มือปราบหูดำ"

 

        เซอร์ไพรส์!! เมื่อดาวจรัสแสง อนาคตทางการเมืองกำลังรุ่งโรจน์  กระแสหนุนแรงถึงขั้นระดับฮาร์ทคอเตรียมเทคะแนนหมดหน้าตัก  หากเขาลงสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร ต่อจาก“คุณชายหมู”รศ.ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร”

         วันนี้ในอดีต 27 มกราคม 2559 สื่อทุกสำนักกระพือข่าว "พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ" เจ้าของฉายา“มือปราบหูดำ"ลาออกทิ้งตำแหน่งที่ปรึกษาฯผู้ว่าฯกทม. ท่ามกลางข่าวลือหลายกระแส

        ขณะที่“ผู้การแต้ม”ให้เหตุผลผ่านสื่อว่า อึดอัดใจในการทำงานช่วงที่ผ่านมา เพราะ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. มีความคัดแย้งกับผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ เกรงว่าจะส่งผลให้การทำงานยากขึ้น และผลกระทบจะตกกับประชาชน จึงตัดสินใจลาออก เพื่อเปิดทางให้หาคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานแทน

          “คนทำงานจะรู้สึกอึดอัดมาก  ที่เห็นบางคนไม่ทำงาน ไม่เอาจริงเอาจัง บ้างก็มีทุจริต ซึ่งผมเป็นข้าราชการทำงานเพื่อประชาชน ผมเห็นว่าไม่ถูกต้อง ยืนยันไม่ได้เกิดจากผลของการจัดระเบียบที่ผ่านมา” พล.ต.ต.วิชัย กล่าว

         ผู้การแต้ม ยังย้ำว่า ชีวิตนับจากนี้จะขอทำงานรับใช้ประชาชนต่อไป ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่จะเมตตาให้เข้าไปร่วมทำงานหรือไม่ เพราะร่างกายยังแข็งแรง มีประสบการณ์ทำงาน  

          ว่ากันว่า พล.ต.ต.วิชัย   สังข์ประไพ นับเป็นรายแรกที่ลาออกจากตำแหน่งฝ่ายบริหารในกทม. หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ ตัดขาดความสัมพันธ์กับ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์”เนื่องจากไม่เคารพระบบพรรคการเมือง อีกทั้งไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้น    

         “ผมเชื่อมั่นว่า อะไรที่ขับเคลื่อนสู่ประชาชน ต้องขับเคลื่อนด้วยพลังพรรคการเมือง การขับเคลื่อนเพียงคนเดียวอาจจะหวือหวาเมื่อเริ่มต้น แต่ไม่ยั่งยืนในระยะยาว ผมจึงเลือกพรรคมากกว่าเลือกตัวบุคคล"พล.ต.ต.วิชัย กล่าว

          "มือปราบหูดำ-ทูตสีกากี-ตำรวจสายพิราบ-มือประสานสิบทิศ" หลากหลายฉายาคนนี้ เกิดในครอบครัวชาวนายากจน เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2498 ที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นลูกคนที่ 4 ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 7 คน เมื่อเสร็จสิ้นจากการทำนาต้องรับจ้างก่อสร้างเป็นกรรมกร

         เด็กชายวิชัย สังข์ประไพ วาดฝันอยากเป็น“ทหาร”เพราะประทับใจที่เห็นทหารในเครื่องแบบนั่งเรือผ่านหน้าบ้านที่อยุธยา ทุกๆวัน แต่ฝันสลายเมื่อสอบไม่ติด"โรงเรียนเตรียมทหาร"

         เมื่อพลาดหวังไม่ได้เป็นทหาร เขาเบนเข็มชีวิตเข้าเรียนต่อที่ “วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือพระนครศรีอยุธยา”จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่5,โรงเรียนนักเรียนพลตำรวจนครบาลรุ่นที่ 25,คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม, หลักสูตรอบรมโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานรุ่นที่ 35, ปริญญาโท สาขาพัฒนาสังคมสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) และศึกษาเพิ่มเติมหลักสูตรนักเรียนนายร้อยอบรม รุ่นที่ 25, หลักสูตรโรงเรียนผู้กำกับการ รุ่นที่ 35 และหลักสูตรการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชนสถาบันพระปกเกล้า(ปรม. รุ่นที่ 6) และได้ติดยศ ร้อยตำรวจตรี (ร.ต.ต.) เมื่อปี พ.ศ. 2524

        “ผมเป็นตำรวจชั้นประทวนมาก่อน ผมเป็นพลตำรวจก่อนเป็นนายร้อย ผมลำบากมาก ๆ ทำให้ผมเข้าใจตำรวจชั้นประทวน คนอื่นเขามาถึงเป็นนายคนแล้วเขาก็อาจจะไม่เข้าใจ”    

          พล.ต.ต.วิชัย จัดได้ว่าเป็นนายตำรวจมือปราบระดับแถวหน้าของเมืองไทย ที่มีประวัติการทำงานมาอย่างโชกโชน ไล่เลียงมาตั้งแต่ เป็น สวส.สน.พลับพลาไชย2  สว.สส.สน.พลับพลาไชย2 จากนั้นถูกย้ายมารับผิดชอบงานด้านการจราจรที่หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ สังกัด สว.จร.สน.บางเขน แต่อยู่ไม่ถึงหนึ่งปีก็ถูกย้ายมาชิมลางงานสืบสวน  สว.ประจำ กก.สส.น.ใต้  รอง ผกก.สส.น.ใต้ รอง ผกก.สส.บก.น.5  นว.(สบ4)รองผบ.ตร. ผกก.สส.บก.น.8 และเลื่อนเป็นรอง ผบก.น.2 

         ในยุคที่ "พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส" เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ย้ายเขาไปประจำการที่จังหวัดบุรีรัมย์ ในตำแหน่ง ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ อยู่นานกว่าปีครึ่ง และย้ายกลับมาประจำการที่นครบาลอีกครั้ง ในยุคของ “พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ” รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในตำแหน่ง ผบก.น.3 ตามด้วย ผบก.น.1 จากนั้นเลื่อนเป็น รองผบช.น.และเคยเป็นนายเวรของ “พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ” อดีตรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สมัยเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

          พล.ต.ต.วิชัย เจ้าของแนวคิดที่แหวกแนว และสร้างความฮือฮาให้สังคมไทยคือ “โครงการปะ-ฉะ-ดะ” ที่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเคลื่อนที่เร็ว ด้วยการใช้รถมอเตอร์ไซด์แบบชอปเปอร์เพื่อเข้าถึงพื้นที่ก่ออาชญากรรมได้อย่างรวดเร็ว เป็นผู้ริเริ่ม"โครงการนครบาล1 พึ่งใด้" หรือ "น.1พึ่งได้" เคยเป็นหัวหน้าคณะเจรจาต่อรองในการชุมนุมเรียกร้องต่างๆ ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ฯลฯ

        เคยได้รับรางวัลต่าง ๆ มาแล้วมากมาย เช่น รางวัลสืบสวนดีเด่นของกรมตำรวจปีพ.ศ. 2539, รางวัลข้าราชการดีเด่นของสมาคมวิชาชีพผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทยปีพ.ศ. 2543, รางวัลปราบปรามยาเสพติดดีเด่นของป.ป.ส.จากสำนักนายกรัฐมนตรีปีพ.ศ. 2545 และ ปี. 2546 ฯลฯ

         เมื่อครั้งเกิดวิกฤมหาอุทกภัย เดือนตุลาคม. 2553 พล.ต.ต.วิชัย ในฐานะผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 1 ได้นำกำลังตำรวจชุมชนสัมพันธ์ทั้งชายและหญิงไปจัดแสดงดนตรีที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเพื่อขอรับเงินบริจาคด้วย

          แต่ช่วงวิกฤติทางการเมือง 2 มิถุนายน . 2555 พล.ต.ต.วิชัย ได้รับคำสั่งให้ย้ายไปช่วยราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเวลา 30 วัน หลังจากก่อนหน้านั้น ได้มีคำสั่งเช่นเดียวกันนี้กับ “พล.ต.ท.วินัย ทองสอง” ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่สามารถจัดการกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) และกลุ่มคนเสื้อหลากสีได้ จากนั้นก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็น“รองจเรตำรวจแห่งชาติ”

         20 กันยายน2555 พล.ต.ต.วิชัย ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้มีมติกล่าวหา พล.ต.ต.วิชัย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 กับพวก ว่าใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต จับกุมผู้กล่าวหาแล้วบีบบังคับให้ใช้หนี้เจ้าหนี้พนันมีมูลความผิด

         "ผมยอมรับว่ารู้สึกท้อแท้กับระบบการตรวจสอบขององค์กรอิสระ ที่ไม่ฟังเหตุผลของผู้ถูกร้อง โดยมองว่าการตรวจสอบควรใช้แนวทางเหมือนศาล ที่ต้องรับฟังข้อมูลรอบด้าน หลังออกจากราชการ ผมคงไปทำงานเป็นที่ปรึกษาบริษัทเอกชนและช่วยภรรยาทำธุรกิจ จะไปช่วยประชาชนเหมือนเดิมเพราะถือคติทำงานเพื่อนาย ตายเพื่อประชาชน” พล.ต.ต.วิชัย กล่าวหลังรับราชการมานานกว่า 37 ปี

          2556 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของ“รศ.ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร”ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดูแลงานด้านจัดระเบียบความเรียบร้อย ดูแลด้านความปลอดภัยและการปราบปรามยาเสพย์ติด จนเป็นที่มาของการจัดระเบียบทางเท้า จัดระเบียบหาบเร่แผงลอย โดยเฉพาะที่คลองถมและที่สะพานเหลืองหรือคลองโอ่งอ่าง เสริมภาพลักษณ์ให้กรุงเทพฯสะอาด สวยงาม เป็นระเบียบเ และมีความปลอดภัยสูงในสายตานักท่องเที่ยวที่มาเยือน

          ทริปแอดไวเซอร์ (tripadvisor) เว็บไซต์ท่องเที่ยวชื่อดังของโลก จัดอันดับเมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก ประจำปี 2556 ผลปรากฏว่ากรุงเทพมหานคร ได้รับการโหวตเป็นเมืองน่าเที่ยวอันดับ 13 ของโลก และเป็นเมืองน่าเที่ยวอันดับ 1 ของเอเชีย

         จากการจัดอันดับยังชี้ว่า กรุงเทพฯเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวมากที่สุดในโลกติดกัน 2 ปีซ้อน โดยกรุงเทพสามารถแซงหน้าเป็นอันดับ 1 จากทั้งหมด 132 เมืองทั่วโลก ส่วนเมืองที่รองลงมาคือกรุงลอนดอน ของอังกฤษ  โดยจำนวนนักท่องเที่ยวเมื่อปี 2559 อยู่ที่ 19.06 ล้านคน อันดับที่ 3 ถือกรุงปารีส ของฝรั่งเศส มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปท่องเที่ยวเมื่อปี 2559 จำนวน 15.45 ล้านคน

         27 ก.ย.2560 ‘กรุงเทพมหานคร’ คว้าที่ 1 จากการจัดอันดับเมืองที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมเที่ยวมากที่สุดในโลกประจำปี 2560 แซงหน้า ลอนดอน, ปารีส และดูไบ ซึ่งความสำเร็จยิ่งใหญ่ของกรุงเทพมหานครครั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า“มือปราบหูดำ”มีบทบาทสำคัญยิ่ง

          วิบากกรรมผ่านพ้นไป เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.496/2558 “ยกฟ้อง” พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ 

         รัฐบาล คสช.“ผู้การแต้ม”ถูกชัดชวนให้มาเป็นคณะทำงานของ“พล.ต.อ.อดุลย์  แสงสิงแก้ว”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)สร้างปรากฏการณ์“แลนด์มาร์ค”แห่งใหม่แทน“แฟลตดินแดง”ที่เก่าทรุดโทรม หลังเกิดข้อพิพาทยืดเยื้อมายาวนาน ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ร้อยละ 90 พึงพอใจเป็นอย่างมาก หลักฐานปรากฏชัดเมื่อครั้ง“บิ๊กอู๋”มานั่งเก้าอี้“รมว.แรงงาน”ชาวแฟลตดินแดงยังตามมาให้กำลังล้นหลาม   

         ณ วันนี้ ของ "มือปราบหูดำ "พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ “ผมร่างกายแข็งแรง พร้อมทำงานรับใช้ประชาชน”

      --------//----------

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ
Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ