คมชัดลึกออนไลน์ 5 เมษายน 2563
คมชัดลึกออนไลน์
กีฬา

ส่องประเด็นน่าสนใจหลังเกม 'หงส์' บุกพ่าย 'ตราหมี'

19 กุมภาพันธ์ 2563 - 18:00 น.
ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2019-20,แอตเลติโก มาดริด,ลิเวอร์พูล
กีฬา

Shares :
เปิดอ่าน 472 ครั้ง

จบไปแล้วสำหรับศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2019-20 คู่ไฮไลท์ประจำรอบ 16 ทีมสุดท้าย ระหว่าง แอตเลติโก มาดริด กับ ลิเวอร์พูล แชมป์เก่า ลกแรก ที่สนาม ว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์


 

โดยผลปรากฏว่าเป็น “ตราหมี” เป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบได้ก่อน หลังเอาชนะไป 1-0 

เกมแห่งแท็คติก


ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

แน่นอนว่านี่เป็นการพบกันของ 2 ทีมที่มีสไตล์แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว โดย “ตราหมี” เจ้าบ้านของกุนซือ ดิเอโก ซิเมโอเน เป็นทีมที่เน้นเกมรับอย่างมีระเบียบ และเล่นเพื่อผลสกอร์อย่างแท้จริง ขณะที่ “หงส์แดง” ของเทรนเนอร์ เจอร์เกน คลอปป์ เป็นทีมที่เล่นเกมรุกด้วยวิธีการเข้าทำที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเล่นกับทีมเล็ก หรือทีมใหญ่ก็ตาม

โดยเกมนี้ แอตเลติโก มาดริด มีสภาพที่ไม่สมบูรณ์นัก เนื่องจากขาดผู้เล่นหลักหลายราย ไม่ว่าจะเป็น คีแรน ทริปเปียร์, เฮคเตอร์ เอร์เรรา, ชูเอา เฟลิกซ์ ทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากเล่นแบบรัดกุม และใช้การหาจังหวะสวนกลับเล่นงานทีมเยือน

ส่วน ลิเวอร์พูล นัดนี้มาแบบจัดเต็ม ด้วยการส่ง 11 ผู้เล่นตัวจริงที่ดีที่สุดของทีมในขณะนี้ นำทัพโดย อลีสซง เบคเกอร์, เทรนต์ อเลกซานเดอร์-อาร์โนลด์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน และโรแบร์โต ฟีร์มีโน

และเป็น แอตเลติโก มาดริด ที่ฉวยโอกาสจากจังหวะได้ลูกเตะมุมแล้วบอลขลุกขลิกก่อนเป็น ซาอูล นิเกซ กองกลางตัวเก่งที่ได้ส้มหล่นหลังบอลมาเข้าทางก่อนชาร์จจ่อๆเข้าไปให้เจ้าบ้านออกนำ

หลังจากนั้นก็เข้าทางแท็คติกที่ “ตราหมี” วางไว้ นั่นก็คือการตั้งรับแบบเต็มรูปแบบ และหยุดเกมรุกของ “หงส์แดง” ได้แบบชะงัก เพราะทีมเยือนไม่สามารถขึ้นเกมทางแบ็กทั้ง 2 ข้างได้ตามที่ถนัด รวมถึง 3 ประสานแดนหน้าก็แทบจะไม่มีโอกาสเชื่อมเกมกันอย่างที่เคย

นอกจากนั้นแล้ว แอตเลติโก มาดริด ยังมีการดึงเวลา และเล่นแบบถึงลูกถึงคน ซึ่งทำให้นักเตะ ลิเวอร์พูล ยิ่งหัวเสีย และเล่นแบบไม่มีสมาธิ จน คลอปป์ ต้องเปลี่ยน ซาดิโอ มาเน ที่ได้รับใบเหลืองในช่วงครึ่งแรกออกตั้งแต่เริ่มครึ่งหลัง เนื่องจากหวั่นว่าจะโดนใบเหลืองที่สอง

ถึงแม้ว่าเทรนเนอร์ชาวเยอรมัน จะพยายามแก้เกมด้วยการเปลี่ยนแผนการเล่นจาก 4-3-3 เป็น 4-2-3-1 และครองบอลได้มากถึง 69-31 เปอร์เซนต์ ทว่าก็ไม่เป็นผล เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถเข้าพื้นที่สุดท้ายของเจ้าบ้านได้เลย แถมมีสถิติยิงไม่ตรงกรอบตลอด 90 นาทีเต็มจากโอกาสยิง 7 ครั้ง พร้อมเป็นครั้งแรกในรอบ 14 เดือนที่ ลิเวอร์พูล ยิงไม่ตรงกรอบเลยนับตั้งแต่เกมพ่าย นาโปลี 0-1 เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2018

ทำให้จบเกม แอตเลติโก มาดริด ได้ผลการแข่งขันที่ได้เปรียบไปก่อนในเกมแรก ส่วน ลิเวอร์พูล คงต้องเตรียมตัว และวางแผนมาใหม่สำหรับเกมนัดที่ 2 ต่อไป

 

 

 

 

คลอปป์ : “ขอต้อนรับสู่แอนฟิลด์ การต่อสู้ยังไม่จบหรอก”

หลังเกม คลอปป์ ให้สัมภาษณ์ถึงแมทช์ที่ผ่านมาว่า “นี่เป็นเกมที่เราคาดไว้อยู่แล้วว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ทั้งจังหวะเกมและบรรยากาศ แต่ผมก็ชอบในหลายอย่างของเกมนี้ ผมมองว่ามันก็เหมือนกับว่าเพิ่งจบครึ่งแรก เราตามอยู่ 0-1 และครึ่งหลังเราจะได้เล่นในบ้านของเรา”

“โดยผมไม่มีปัญหาที่เราตามหลังไปก่อน 0-1 เพราะผมคิดว่านี่เป็นแค่ครึ่งแรกเท่านั้น และเราจะมีครึ่งหลังที่ยาวนาน และเราจะใช้ประโยชน์จากมัน ขอต้อนรับสู่แอนฟิลด์ เพราะการต่อสู้นี้ยังไม่จบอย่างแน่นอน”

ด้าน เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลังคนสำคัญของทีมเยือน ระบุว่า “เราเสียประตูด้วยลูกเตะมุม ซึ่งเป็นโอกาสครั้งแรกของพวกเขา โดยลูกนั้นเราหมดสิทธิ์ที่จะทำอะไรได้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของโชคนิดหน่อย เราพยายามเล่นตามเกมของตัวเองต่อไป เราเป็นฝ่ายครองบอลได้ส่วนใหญ่ แต่โชคไม่ดีที่ไม่มีโอกาสจบสกอร์เท่าใดนัก อย่างไรก็ตามเรายังเหลืออีก 90 นาที ที่จะทำให้กลับมาอยู่ในจุดที่ควรจะเป็น”

ขณะที่ ซิเมโอเน กล่าวถึงชัยชนะของทีมตัวเองว่า “เราต้องเจอกับคู่แข่งที่ยากมากอย่าง ลิเวอร์พูล เพราะพวกเขามีร่างกายที่ทรงพลัง เชี่ยวชาญในการต่อบอล และเล่นกันอย่างรวดเร็ว”

“ผมคิดว่าเราเริ่มต้นได้ดี และจากนั้นเราก็เล่นอย่างที่จำเป็นต้องเล่น ซึ่งผมคิดว่าเราชนะตั้งแต่นอกสนามแล้ว โดย 8 ปีที่ผมคุมทีมผมไม่เคยเห็นแฟนบอลเชียร์แบบนั้นตลอดทั้งเกม และมันเป็นอะไรที่น่าปลื้มใจมาก”

 

 

 

สถิติที่น่าสนใจหลังเกม

-แอตเลติโก มาดริด เพิ่มสถิติชนะ ลิเวอร์พูล เป็น 3 นัด เสมอ 2 นัด และแพ้ 2 นัด จากการพบกัน 7 เกมรวมทุกรายการ

-ตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูล แพ้ในเกมเยือนเวลาลงเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ถึง 4 จาก 10 เกม ซึ่งเป็นสถิติที่แย่ที่สุดในทีมที่ลงเล่นศึกยูซีแอลในช่วงเวลานี้เท่ากับ เรดสตาร์ เบลเกรด

-คลอปป์ ไม่สามารถคุมทีมเอาชนะสโมสรจากสเปนได้เลยในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จากการลงสนาม 7 นัดหลังสุด (เสมอ 3 นัดและแพ้ 4 นัด) ซึ่ง 3 ใน 7 เกมคือระหว่างการคุมทัพ ลิเวอร์พูล (เสมอ 1 นัด และแพ้ 2 นัด)

-แอตเลติโก มาดริด ชนะเกมในบ้านเวลาลงเล่นฟุตบอลยุโรปทุกรายการถึง 12 จาก 13 นัด ส่วนอีกนัดเป็นการเสมอ นอกจากนั้นพวกเขายังสามารถเก็บคลีนชีตได้ถึง 11 นัด

-2 ใน 3 นัดที่ ลิเวอร์พูล แพ้ในฤดูกาลนี้คือการพ่ายในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นั่นก็คือการแพ้ นาโปลี 2-0 เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว และนัดนี้ ส่วนอีกเกมคือการแพ้ แอสตัน วิลลา ในศึกคาราบาว คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย

-การถูก ซาอูล นีเกซ ยิงตั้งแต่นาทีที่ 4 ถือเป็นการเสียประตูที่เร็วที่สุดของ ลิเวอร์พูล ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ตั้งแต่ถูก กาเบรียบ เฆซุส กองหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี ยิงตั้งแต่นาทีที่ 2 ของยูซีแอล รอบ 8 ทีมสุดท้ายเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

-นับตั้งแต่ ซิเมโอเน คุมทัพ แอตเลติโก มาดริด เจ้าตัวยังไม่เคยพาทีมพ่ายในรอบน็อกเอาท์ของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เวลาลงเล่นในบ้านตัวเอง

-9 จาก 10 ประตูของที่ ซาอูล นีเกซ ยิงได้ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาจากช่วงครึ่งแรก

-ตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14 ยาน โอบลัค ผู้รักษาประตู แอตเลติโก มาดริด สามารถเก็บคลีนชีตได้ถึง 26 จาก 49 เกมในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งไม่มีนายด่านคนใดมีสถิติดีกว่าเขาในเวลานี้

ต้องมาติดตามกันว่าในเกมที่ 2 ของศึกยูซีแอลระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แอตเลติโก ซึ่งจะกลับไปแข่งขันที่สนาม แอนฟิลด์ ในวันที่ 11 มีนาคมนั้นจะเป็น “ตราหมี” หรือ “หงส์แดง” ที่ทำได้ดีกว่า และผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายต่อไป



5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ