“สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี เตรียมเปิดสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ รับการมาเยือน “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

การพบกันเที่ยวนี้จะเป็นการรอล้างตาของลูกทีม แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่เคยพลาดท่าบุกไปปราชัยในเกมนัดเปิดฤดูกาลที่ตอนนั้น “สิงห์บลูส์” กุมความได้เปรียบเหนือกว่าเกือบตลอดทั้งเกม แต่กลับต้องพบกับความปราชัยแบบย่อยยับ

 

 

เชลซี - แมนฯ ยูไนเต็ด

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

วันจันทร์ที่ 17 ก.พ.2563

เวลา 03.00 น.

 

 

ส่องก่อนเกม เชลซี ปะทะ แมนฯ ยูไนเต็ด

 

 

สถิติการพบกัน 5 นัดหลังสุด

31/10/19    เชลซี    1 - 2    แมนฯ ยูไนเต็ด (ลีก คัพ)

11/08/19    แมนฯ ยูไนเต็ด    4 - 0    เชลซี (พรีเมียร์ลีก)

28/04/19    แมนฯ ยูไนเต็ด    1 - 1    เชลซี (พรีเมียร์ลีก)

19/02/19    เชลซี    0 - 2    แมนฯ ยูไนเต็ด (เอฟเอ คัพ)

20/10/18    เชลซี    2-2    แมนฯ ยูไนเต็ด (พรีเมียร์ลีก)

 

 “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ภายใต้การคุมทีมของ แฟรง แลมพาร์ด รั้งอยู่อันดับ 4 โดยมี 41 คะแนนจากการลงสนาม 25 นัด ขณะที่ทีมเยือน “ปิศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด อันดับหล่นลงไปที่ 9 ของตารางแล้ว จากการมีแค่ 35 คะแนน จากการลงสนามที่เท่ากัน

 

โดยสถิติยามที่ทั้งคู่ลงเผชิญหน้ากันหากนับเฉพาะ 5 เกมหลังสุด “ปีศาจแดง” ดีกว่ามากทีเดียว เมื่อเอาชนะได้ถึง 3 เกม และเสมออีก 2 นัด สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นจากการพบกันนับรวมทุกรายการ

 

ครั้งสุดท้ายที่เชลซี เอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 ซึ่ง “สิงห์บลูส์” เฉือนเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ในรังของตัวเองถ้วยเอฟเอ คัพ 1-0 จากจุดโทษของ เอแดน อาซาร์ จอมทัพชาวเบลเยียม

 

แต่หากนับเฉพาะในเกมพรีเมียร์ลีก หนสุดท้ายที่เชลซี เก็บชัยเหนือคู่ปรับอสูรแดงต้องย้อนไปไกลถึงเดือนพฤศจิกายนปี 2017 ซึ่งหนนั้นพวกเขาเป็นฝ่ายเปิดบ้านเฉือนชนะไป 1-0 จากประตูของ อัลบาโร โมราตา อดีตกองหน้าชาวสเปน ซึ่งทั้งสองนัดที่ “สิงโตน้ำเงินคราม” คว้าชัยปัจจุบันผู้ยิงประตูชัยทั้ง 2 รายไม่ได้อยู่ในทีมชุดปัจจุบันทั้งหมด

 

 

ส่องก่อนเกม เชลซี ปะทะ แมนฯ ยูไนเต็ด

 

 

เชลซี

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

01/01/20    ชนะ    เบิร์นลีย์ 3-0 (เหย้า), พรีเมียร์ลีก​

19/01/20    แพ้    นิวคาสเซิล 0-1 (เยือน), พรีเมียร์ลีก

22/01/20    เสมอ  อาร์เซนอล 2-2 (เหย้า), พรีเมียร์ลีก

26/01/20    ชนะ   ฮัลล์ ซิตี 2-1 (เยือน), เอฟเอ คัพ

01/02/20    เสมอ  เลสเตอร์ ซิตี 2 - 2 (เยือน), พรีเมียร์ลีก

 

 

ส่องก่อนเกม เชลซี ปะทะ แมนฯ ยูไนเต็ด

 

เชลซี ของแลมพาร์ด ยังควานหาชัยชนะในพรีเมียร์ลีกไม่เจอใน 3 เกมหลัง โดยเกมล่าสุดบุกไปเสมอ เลสเตอร์ ซิตี ถึงถิ่นคิงเพาเวอร์ สตเดี้ยม 2-2 ทำให้เกมนี้แข้งสิงห์บลูส์อาจต้องเน้นเป็นพิเศษเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมาแถมการลงปะทะกันนัดนี้ยังเป็นการดวลกับคู่แข่งที่จ้องแย่งพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ด้วยกันอีกด้วย

 

แม้ตอนนี้พื้นที่โควตา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก มีสิทธิ์จะเพิ่มเป็น 5 ทีม จากการที่แมนฯ ซิตี โดนลงโทษแบนจากถ้วยยุโรป แต่แข้งสิงห์บลูส์คงยังต้องเน้นรัดกุมกว่าทุกครั้งเพื่อเก็บแต้มและทำอันดับให้ดีที่สุด เพราะตอนนี้กำลังถูกทั้ง ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ และเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทำแต้มไล่จี้มาติดๆ

 

สภาพทีมเกมนี้พวกเขายังคงหมดสิทธิ์ใช้งานคริสเตียน พูลิซิช แนวรุกเลือดอเมริกัน กับ รูเบน ลอฟตัส ชีค กองกลางดาวรุ่ง เนื่องจากยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ อย่างไรก็ตามข่าวดีคือ แทมมี อับราฮัม ศูนย์หน้าตัวความหวังสามารถเรียกความฟิตกลับมาได้ทันเวลาในช่วงพักเบรกก่อนหน้านี้ที่นักเตะมีปัญหาที่ข้อเท้า แม้ช่วงหลังดาวยิงวัย 22 ปี รายนี้กำลังประสบปัญหาปืนฝืด 9 นัดหลังสุดในลีก ยิงไปแค่ 2 ประตูก็ตาม

 

 

ส่องก่อนเกม เชลซี ปะทะ แมนฯ ยูไนเต็ด

 

 

ส่วน วิลเลียน ตัวรุกบราซิเลียนคาดว่าจะกลับมามีชื่อในชุด 11 คนแรกอีกครั้ง หลังจากนัดที่แล้วมีชื่อเป็นแค่ตัวสำรอง ส่วนตัวเลือกในตำแหน่งฟูลแบ็ก เซซาร์ อัซปิลิกวยตา กับ รีซ เจมส์ น่าจะยังนำมาเป็น 2 ตัวเลือกแรก

 

การจัดทัพ เกปา อาร์ริซาบาลากา ผู้รักษาประตูทีมชาติสเปน จะกลับมาทวงมือ 1 อีกครั้ง หลังจากเกมที่แล้วนัดเสมอ เลสเตอร์ “แลมพาร์ด” ตัดสินใจดร็อปนายด่านกระทิงดุแล้วให้ วิลลี กาบาเยโร ลงเฝ้าเสาแทน

 

กองหลัง 4 คน ประกอบด้วย รีซ เจมส์, อันโตนิโอ รูดิเกอร์, อันเดรียส คริสเตนเซน และอัซปิลิกวยตา

 

กลางสนาม เอ็นโกโล ก็องเต ประสานงานกับ จอร์จินโญ โดยมี เมสัน เมาท์, วิลเลียน และคัลลัม ฮัดสัน โอดอย เป็นสามประสานตัวรุกอยู่หลังศูนย์หน้าอย่าง แทมมี อับราฮัม

 

11 ตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

เกปา (ผู้รักษาประตู), เจมส์, รูดิเกอร์, คริสเตนเซน, อัซปิลิกวยตา - กองเต, จอร์จินโญ, เมาท์, วิลเลียน, ฮัดสัน โอดอย - อับราฮัม

 

 

ส่องก่อนเกม เชลซี ปะทะ แมนฯ ยูไนเต็ด

 

 

แมนฯ ยูไนเต็ด

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

19/01/20    แพ้  ลิเวอร์พูล    0-2 (เยือน), พรีเมียร์ลีก

23/01/20    แพ้  เบิร์นลีย์    0-2 (เหย้า), พรีเมียร์ลีก

26/01/20    ชนะ  ทรานเมียร์ โรเวอร์ส 6-0 (เยือน), เอฟเอ คัพ

30/01/20    ชนะ  แมนฯ ซิตี 1-0 (เยือน), ลีกคัพ

02/02/20    เสมอ  วูล์ฟแฮมป์ตัน 0-0(เหย้า), พรีเมียร์ลีก

 

 

ส่องก่อนเกม เชลซี ปะทะ แมนฯ ยูไนเต็ด

 

 

ฝั่งแมนฯ ยูไนเต็ด ของโอเล กุนนาร์ โซลชา เวลานี้หากนับเฉพาะผลงานในพรีเมียร์ลีก 3 นัดหลังสุดลูกทีมของกุนซือชาวนอร์เวย์ไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งได้เลย แถมนัดล่าสุดที่เปิดรังโอลด์ แทรฟฟอร์ด และเป็นเกมประเดิมสนามของกองกลางห้องเครื่องป้ายแดงอย่าง บรูโน แฟร์นันด์ส พวกเขาก็ทำได้แค่เสมอ “หมาป่า” วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส 0-0

 

ขณะที่ถ้าย้อนกลับไปดูผลงาน 5 นัดหลังสุดในพรีเมียร์ลีก โซลชา พาทีมประสบความพ่ายแพ้ไปถึง 3 เกม เสมอ 1 นัด โดยเกมเดียวที่คว้าสามแต้ม คือการเปิดรังถล่มทีมบ๊วย นอริช ซิตี 4-0

 

สภาพทีมยังคงไม่สามารถใช้งาน 3 แกนหลักที่เจ็บและพักยาวอยู่ในตอนนี้ทั้ง มาร์คัส แรชฟอร์ด, ปอล ป็อกบา และสก็อต แมคโทมิเนย์ แต่ข่าวดีคือจะได้ เนมันยา มาติช พ้นโทษแบนจากกรณีโดนไล่ออกจากสนามในเกมคาราบาว คัพ นัด 2 กับแมนฯ ซิตี กลับมาช่วยทีมได้ทันเวลาในเกมนี้

 

ส่วนกองหน้าป้ายแดงอย่าง โอเดียน อิกาโล ที่เซ็นสัญญายืมตัวมาจากเซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว จากจีนในช่วงโค้งสุดท้ายของตลาดนักเตะจะออกสตาร์ทบนม้านั่งสำรองไปก่อน

 

การจัดทัพคาดว่านัดนี้ โซลชา จะปรับมาใช้ระบบ 3-4-1-2 ที่เคยใช้เล่นงานทีมเรือใบสีฟ้า ในถ้วยคาราบาว คัพ

 

ผู้รักษาประตูยังเป็นหน้าที่ของ ดาบิด เด เคอา มือกาวชาวสแปนิช เซ็นเตอร์ฮาล์ฟสามคนจะใช้งาน วิคตอร์ ลินเดเลิฟ, แฮร์รี แม็กไกวร์ และ ลุค ชอว์

 

วิงแบ็กจะเป็นหน้าที่ของ อารอน วาน บิสซากา กับ แบรนดอน วิลเลียมส์ กองกลาง 3 คน ประกอบด้วย มาติช, เฟรด และบรูโน แฟร์นันด์ส ที่น่าจะคุ้นเคยกับทีมมากขึ้นหลังได้โอกาสเดินทางไปเก็บตัวฝึกซ้อมกับทีมที่สเปนในช่วงพักเบรกของเดือนกุมภาพันธ์

 

 

ส่องก่อนเกม เชลซี ปะทะ แมนฯ ยูไนเต็ด

 

 

ส่วนคู่หัวหอกจะเป็นการลงเล่นร่วมกันของ แดเนียล เจมส์ กับ อองโตนี มาร์กซิยาล ดาวยิงฝรั่งเศส

 

11 ตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม

เด เคอา (ผู้รักษาประตู) ลินเดเลิฟ, แม็กไกวร์, ลุค ชอว์ - วาน บิสซากา, เฟรด, มาติช, แฟร์นันด์ส, วิลเลียมส์ - เจมส์, มาร์กซิยาล

 

นี่คือประเด็นที่น่าสนใจสำหรับการช่วงชิงพื้นที่โควตาถ้วยใบโตยุโรปของทั้งคู่ ซึ่งจากโปรแกรมหนักที่สองทีมต้องเผชิญข้างหน้าทำให้ผลของเกมนี้จะเป็นอะไรที่สำคัญมากทีเดียวกับการชิงความได้เปรียบและตัดแต้มกันโดยตรงของทีมที่กำลังขับเคี่ยวแย่งพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

ภาพ AFP