คมชัดลึกออนไลน์ 2 เมษายน 2563
คมชัดลึกออนไลน์
กีฬา

ส่องประเด็นน่าสนใจก่อนศึก "แดงเดือด" ครั้งที่ 204

19 มกราคม 2563 - 17:00 น.
ลิเวอร์พูล,แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด,ศึกแดงเดือด,โอเล กุนนาร์ โซลชา,เจอร์เกน คลอปป์
กีฬา

Shares :
เปิดอ่าน 320 ครั้ง

แฟนบอลหลายคนกำลังรอคอยแมทช์หยุดโลก นั่นก็คือ "ศึกแดงเดือด"


 

ระหว่าง ลิเวอร์พูล ทีมจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีก ที่จะเปิดสนาม แอนฟิลด์ รับการมาเยือนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 5 ของตารางในวันอาทิตย์ที่ 19 มกราคมนี้ เวลา 23.30 น.ตามเวลาประเทศไทย

โดยถึงแม้ว่าปัจจุบันทั้ง 2 ทีมจะมีช่องว่างของคะแนนต่างกันถึง 27 แต้ม ขณะที่ “หงส์แดง” แข่งน้อยกว่า 1 นัด ทว่าการดวลกันระหว่าง ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นมีความเข้มข้นเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม ทำให้เป็นเกมที่ยังคาดเดาอะไรไม่ได้ และน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง


ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

สังเกตได้จากเกมแรกที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อวันที่ 20 ตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งถึงแม้ว่าหากมองจากตารางคะแนน รวมถึงฟอร์มการเล่นขณะนั้น ลิเวอร์พูล จะเป็นฝ่ายเป็นต่ออยู่มาก ทว่ากลับเป็น “ปีศาจแดง” ที่ออกนำไปก่อน และเกือบจะเก็บชัยได้ ถึงกระนั้น “หงส์แดง” มาตามตีเสมอได้แบบหืดจับในช่วง 5 นาทีสุดท้าย พร้อมส่งผลให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือทีมเดียวที่สามารถแบ่งแต้มจาก ลิเวอร์พูล ได้ในลีกฤดูกาลนี้หลังผ่านมาแล้ว 21 เกม

ทำให้ 3 คะแนนในเกมดังกล่าวสำคัญกับทั้ง 2 ทีมเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก ลิเวอร์พูล ก็ต้องการเดินหน้าเก็บแต้มเพื่อตำแหน่งแชมป์ลีกสมัยแรกในรอบ 30 ปี ส่วน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็หวังโกยแต้มเพื่อไล่ล่าพื้นที่ท็อปโฟร์

 

 

“หงส์แดง” กับฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ลิเวอร์พูล มีฤดูกาลที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีกที่เก็บไปแล้ว 61 คะแนนจากการลงสนาม 21 นัด (ชนะ 20 เสมอ 1 และยังไม่แพ้ต่อทีมใด) ขึ้นนำตำแหน่งจ่าฝูงเดี่ยวด้วยการนำ แมนเชสเตอร์ ซิตี แชมป์เก่าไปถึง 14 คะแนนและแข่งน้อยกว่า 1 เกม

นอกจากนั้นพวกเขายังทำสถิติต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ยิงในเกมลีก 30 นัดติดต่อกัน ทำลายสถิติดีสุดของสโมสรตัวเองที่เคยทำไว้ 29 นัด สมัยที่อยู่ดิวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1957-58, ไม่แพ้ใครในเกมลีก 38 นัดติดต่อกัน ตั้งแต่เกมที่บุกพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี 1-2 เมื่อเดือน ม.ค. 2019 และเก็บได้ 61 แต้ม ซึ่งถือว่าสูงสุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก และ 5 ลีกใหญ่ของยุโรปหลังผ่านเกม 21 นัดแรกของฤดูกาล เป็นต้น

โดย “ไฟว์เทอร์ตีไนน์” บริษัทด้านสถิติ ได้เผยถึงโอกาสการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกของ ลิเวอร์พูล ในซีซั่นนี้ผ่านการคำนวณด้วยหลักคณิตศาสตร์จากฟอร์ม และโปรแกรมที่เหลือ เป็นต้น ซึ่งผลปรากฏว่าพวกเขามีสิทธิ์เถลิงแชมป์ลีกสูงสุดเป็นสมัยแรกในรอบ 30 ปีถึง 98% พร้อมจะจบฤดูกาลด้วยการมี 100 แต้ม เช่นเดียวกับสื่อทุกสำนักซึ่งคาดการณ์ตรงกันว่า “หงส์แดง” จะคว้าแชมป์ลีกสูงสุดฤดูกาลนี้ไปครองแน่นอน

จากผลงานอันยอดเยี่ยมที่เกิดขึ้นกับ ลิเวอร์พูล ต้องยกเครดิตให้กับ เจอร์เกน คลอปป์ เฮดโค้ชของทีม เนื่องจากเขาสร้างระบบการเล่นที่ยอดเยี่ยมด้วยปรัชญาที่เขาพยายามฟูมฟักมาตลอดตั้งแต่เข้ามาอยู่ในถิ่น แอนฟิลด์ เมื่อปี 2015 จนมาสัมฤทธิ์ผลเมื่อปีที่แล้วหลังพวกเขาคว้าแชมป์ได้ถึง 3 รายการ ประกอบด้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ

นอกจากนั้นเหล่าบรรดานักเตะในทีมก็เรียกได้ว่าอยู่ในฟอร์มโดดเด่นกันหลายราย ทั้ง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, เทรน อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ซาดิโอ มาเน และโมฮาเหม็ด ซาลาห์ จนส่งเสริมให้ทีมมีพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้จะมีฟอร์มที่ร้อนแรง ทว่า คลอปป์ มีสถิติไม่ค่อยดีนักเวลาคุมทีมทำศึก “แดงเดือด” ด้วยการเอาชนะได้เพียง 1 จาก 7 เกมหลังสุด นอกจากนั้นเป็นการเสมอ 5 นัด และแพ้ 1 นัด

ทำให้ก่อนแมทช์ดังกล่าวเทรนเนอร์ชาวเยอรมัน ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “เกมวันอาทิตย์กับแมนฯ ยูไนเต็ด เราทุกคนรู้ถึงสิ่งที่ผู้คนคาดหวังในเกมนั้นกับเรา มันจะเป็นเกมสำคัญเช่นกัน และเราพยายามจะเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้”

 

 

ปัญหารุมเร้า “ปีศาจแดง”

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มี โอเล กุนนาร์ โซลชา เป็นกุนซือถาวรซีซั่นแรก ทำผลงานที่น่าผิดหวังเมื่อเทียบกับชื่อชั้น, ความคาดหวังจากแฟนบอล รวมถึงเงินที่ลงทุนซื้อผู้เล่นไปเมื่อช่วงตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา

สำหรับ “ปีศาจแดง” มีปัญหาในทีมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแผนการเล่นซึ่งเน้นการรับ และสวนกลับเป็นหลัก โดยแท็คติกดังกล่าวได้ผลดีเวลาดวลกับทีมใหญ่ที่เน้นการเล่นเกมบุก จากการถล่ม เชลซี 4-0 และบุกเฉือน แมนเชสเตอร์ ซิตี 2-1 เป็นต้น

อย่างไรก็ตามเวลาเจอกับทีมเล็กแผนการดังกล่าวมักจะใช้ไม่ได้ผล เพราะกลับกลายเป็นว่า “ปีศาจแดง” ต้องเป็นฝ่ายทำเกมบุกแทน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาถนัด ส่งผลให้จบเกมด้วยผลการแข่งขันที่ไม่น่าพอใจอยู่หลายเกม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่สม่ำเสมอของพวกเขาในซีซั่นนี้

นอกจากนั้นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่พวกเขาเผชิญคือคุณภาพของนักเตะที่ตัวจริงกับตัวสำรองทดแทนกันไม่ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนจากการที่ ปอล ปอกบา กองกลางคนสำคัญซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหัวใจในแดนกลางมีอาการบาดเจ็บรบกวน ทว่านักเตะที่ลงสนามมาเพื่อทำหน้าที่ปั้นเกมแทน ไม่ว่าจะเป็น อันเดรส เปร์เรรา, ฆวน มาตา และเจสซี ลินการ์ด กลับช่วยทีมไม่ได้เท่าที่ควรโดยเฉพาะรายหลังซึ่งนับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2019 จนถึงปัจจุบันเจ้าตัวยังไม่สามารถทำประตู หรือแอสซิสต์ ให้กับ “ปีศาจแดง” ได้เลย จนส่งผลต่อฟอร์มโดยรวม และผลการแข่งขันที่ไม่น่าพอใจ

ด้วยผลงานที่ผ่านมาทำให้เกมนี้เรียกได้ว่าสำคัญกับตัวของ โซลชา เป็นอย่างยิ่ง เพราะหากได้ชัยชนะ อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลให้ทุกคนในทีมเกิดความมั่นใจมากขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือของซีซั่น แต่ถ้าพบกับความพ่ายแพ้มีสิทธิ์สูงโมเมนตัมของทีมแย่ลงไปอีก และจะส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของเทรนเนอร์ชาวนอร์เวย์ในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด

 

 

สถิติที่เกิดขึ้นในศึก “แดงเดือด” ก่อนหน้านี้

-สถิติการพบกันของทั้ง 2 ทีมตลอด 203 นัดที่ผ่านมาเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทำได้ดีกว่าหลังเอาชนะไปได้ 80 เกม เสมอ 57 เกม และแพ้ 66 เกม

-นักเตะที่ทำประตูในศึก “แดงเดือด” มากที่สุดมีร่วมกับอยู่ 3 คน คือ สตีเว่น เจอร์ราร์ด (ลิเวอร์พูล), จอร์จ วอร์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) และแซนดี เทิร์นบูลล์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) ด้วยจำนวน 9 ลูกเท่ากัน

-แข้งที่ลงสนามในเกม “แดงเดือด” เยอะที่สุดคือ ไรอัน กิกส์ อดีตปีกระดับตำนานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยจำนวน 48 นัด

-ชัยชนะที่ขาดลอยที่สุดของเกม “แดงเดือด” คือเมื่อปี 1895 ซึ่ง ลิเวอร์พูล ถล่ม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งยังใช้ชี่อ นิวตัน ฮีท อยู่ในขณะนั้นถึง 7-1

-ลิเวอร์พูล มีสถิติที่ไม่ค่อยดีนักในการลงเล่นศึก “แดงเดือด” ที่ แอนฟิลด์ หลัง 5 เกมหลังสุดพวกเขาเก็บชัยได้เพียง 1 นัด เสมอ 1 นัด และแพ้ถึง 3 นัด

ไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาเป็นเช่นไรเชื่อว่าศึก “แดงเดือด” ครั้งที่ 204 ดังกล่าวจะเป็นการต่อสู้กันที่ดุเดือด และสมศักดิ์ศรีระหว่าง 2 ทีมดังแห่งวงการลูกหนังซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก



5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ