คมชัดลึกออนไลน์ 2 เมษายน 2563
คมชัดลึกออนไลน์
กีฬา

รวมสุดยอดไฮไลท์กีฬาโลกปี 2019

30 ธันวาคม 2562 - 19:10 น.
รวมสุดยอดไฮไลท์กีฬาโลกปี 2019,ลีโอเนล เมสซี,ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก 2019,โตรอนโต แรปเตอร์ส,ราฟาเอล นาดาล,มาร์ค มาร์เกซ,ลูอิส แฮมิลตัน,เอเลียด คิปโชเก,รักบี้ชิงแชมป์โลก 2019
กีฬา

Shares :
เปิดอ่าน 446 ครั้ง

สำหรับปี 2019 ที่ผ่านมานั้นเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปีทองวงการกีฬา


 

เนื่องจากมีมหกรรม รวมถึงเหตุการณ์สำคัญต่างๆในวงการกีฬารอบโลกเกิดขึ้นมากมายจนได้รับการบันทึก และถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ให้เป็นที่น่าจดจำเป็นอย่างมาก

เป็นเหตุให้ทีมข่าวกีฬา “คมชัดลึก” ได้รวบรวมสุดยอดไฮไลท์กีฬาโลกที่เกิดขึ้นในปี 2019 ที่ผ่านมา ว่าแต่ละช่วงนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง รวมถึงมีความน่าสนใจเพียงใด


ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

 

 

‘เมสซี’ กับบัลลงดอร์สมัยที่ 6

ถ้าจะพูดถึงแข้งที่มีฝีเท้ายอดเยี่ยม และสามารถรักษามาตรฐานของตัวเองอย่างต่อเนื่องจนได้รับการยอมรับว่าคือผู้เล่นระดับโลกอย่างแท้จริงคงจะต้องยกให้กับ ลีโอเนล เมสซี ผู้เล่นซูเปอร์สตาร์ของ บาร์เซโลนา

โดยในปี 2019 ที่ผ่านมา เมสซี ในวัย 32 ปี ยังระเบิดฟอร์มเก่งหลังเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาทำ 36 ประตูกับ 13 แอสซิสต์ จากการลงสนามในลีก 34 นัด ช่วยให้ “เจ้าบุญทุ่ม” คว้าแชมป์ลาลีกา สเปน มาครอง นอกจากนั้นหากนับรวมทุกรายการ เมสซี ทำไป 51 ประตูจากการลงเล่น 50 เกม ส่งผลให้เขาได้รางวัลรองเท้าทองคำ หรือดาวซัลโวของทวีปยุโรปมาไว้ในอ้อมกอดอีกด้วย

ด้วยผลงานอันโดดเด่นส่งผลให้ เมสซี ได้รับเสียงโหวตจากผู้สื่อข่าวทั่วโลกให้ซิวรางวัลลูกฟุตบอลทองคำ หรือ บัลลงดอร์ ประจำปี 2019 ซึ่งจัดขึ้นโดยนิตยสาร “ฟรองซ์ ฟุตบอล” ไปครองจากการเอาชนะ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลัง ลิเวอร์พูล และคริสเตียโน โรนัลโด แนวรุก ยูเวนตุส ที่ได้อันดับ 2 และ3 พร้อมเป็นการซิวรางวัลอันทรงเกียรติดังกล่าวไปครองเป็นสมัยที่ 6 ต่อจากปี 2009, 2010, 2011, 2012, 2015 และกลายเป็นแข้งที่คว้ารางวัลบัลลงดอร์มากที่สุดในประวัติศาสตร์แซงหน้า “ซีอาร์ เซเว่น” ที่ก่อนหน้านี้ได้รางวัล 5 สมัยเท่ากันเรียบร้อยแล้ว

“ผมหวังว่าตัวเองจะมีผลงานที่ดีแบบนี้ไปเรื่อยๆ และจดจำว่าผมโชคดีเพียงใดเมื่อวันหนึ่งที่ผมแขวนสตั๊ดไปแล้ว อย่างไรก็ตามตอนนี้ผมยังมีปีที่สวยงามรออยู่ ซึ่งเป้าหมายสำคัญในตอนนี้คือผมอยากจะมีความสุขกับการเล่นฟุตบอล และใช้เวลากับครอบครัว” เมสซี กล่าวถึงความรู้สึกหลังคว้ารางวัล

'สหรัฐ' แชมป์บอลโลกหญิงสมัยที่ 4

ในปี 2019 ที่ผ่านมามีฟุตบอลชิงแชมป์โลกในประเภทหญิง ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศสโดยมีทีมชาติไทยเข้าร่วมการแข่งขันด้วย ซึ่งผลปรากฏว่าทีมที่คว้าแชมป์ไปครองคือ สหรัฐอเมริกา ที่เอาชนะ เนเธอร์แลนด์ 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศ พร้อมเป็นการคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ต่อจากปี (1991, 1999, 2015) พร้อมเป็นแชมป์ 2 สมัยติดต่อกันของทัพ "มะกัน" ขณะที่ เนเธอร์แลนด์ คว้ารองแชมป์ในการมาเล่นฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายครั้งที่ 2
ส่วนทัพ "ชบาแก้ว" ทำได้ดีที่สุดด้วยการตกรอบแบ่งกลุ่มหลังพ่าย 3 นัดรวดโดยหน่งในนั้นคือการแพ้ สหรัฐอเมริกา 13-0

‘แรปเตอร์ส’ คว้าแชมป์เอ็นบีเอสมัยแรก

ในปีที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนของวงการบาสเก็ตบอล เอ็นบีเอ สหรัฐ อย่างแท้จริงเนื่องจากมีการกำเนิดของแชมป์หน้าใหม่หลัง โตรอนโต แรปเตอร์ส ทีมดังจากแคนาดาเพียงหนึ่งเดียวซึ่งสามารถหักปากกาเซียนคว่ำ โกลเดน สเตท วอร์ริเออร์ส แชมป์เก่า และเต็ง 1 ไปแบบไร้ข้อกังหา 4-2 ซิวโทรฟี “แลร์รี่ โอ ไบรอัน” ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

โดยก่อนที่ แรปเตอร์ส จะคว้าแชมป์เอ็นบีเอสมัยแรกมาครองได้นั้นพวกเขาต้องรอคอยกว่า 24 ซีซั่น หรือนับตั้งแต่ฤดูกาล 1995-1996 โดยก่อนหน้านี้ความสำเร็จที่มากที่สุด คือ การผ่านเข้าสู่รอบเพลย์ออฟของสายตะวันออกได้ 5 ครั้ง (2007, 2014, 2015, 2016, 2018)

สำหรับคีย์แมนสำคัญที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการพา แรปเตอร์ส ผงาดคว้าแชมป์เอ็นบีเอ นั่นก็คือ คาไว เลียวนาร์ด หลังเจ้าตัวมีสถิติที่ยอดเยี่ยมทั้งในฤดูกาลปกติ (เฉลี่ยทำ 26.6 แต้ม 7.3 รีบาวด์ และ 3.3 แอสซิสต์ต่อเกม) และรอบไฟนอลส์ (เฉลี่ยทำ 28.5 แต้มต่อเกม, 9.8 รีบาวด์ และ 4.2 แอสซิสต์ตลอดซีรีส์) จนส่งผลให้ซิวรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า (เอ็มวีพี) ของรอบชิงชนะเลิศมาครอง ก่อนในปีนี้เจ้าตัวจะย้ายไปเล่นกับ แอลเอ คลิปเปอร์ส

ขณะที่ วอร์ริเออร์ส ในฤดูกาล 2018-19 ต้องเรียกว่าเป็นปีที่พวกเขาไม่อยากจดจำเพราะพวกเขามีปัญหารุมเร้าทีมอย่างหนักโดยประเด็นหลักคือการเสีย “3 พีต” อย่าง สตีเฟน เคอร์รี, เคลย์ ธอมป์สัน และเควิน ดูแรนท์ ที่บาดเจ็บจนแทบไม่ได้ช่วยทีมในรอบชิงชนะเลิศ จนสุดท้ายไม่สามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้ และกลายเป็นจุดกำเนิดของยุคมืดภายในทีม เพราะจากการที่ เคอร์รี และ ธอมป์สัน ที่เจ็บยาว รวมถึง ดูแรนท์ ที่ย้ายไปอยู่กับ บรูคลิน เนตส์ ทำให้ “สะพานทอง” มีผลงานสุดย่ำแย่ในซีซั่นนี้ด้วยการจมบ๊วยของสายตะวันตก และน่าจะพลาดสิทธิ์ในการไปเล่นเพลย์ออฟแน่นอนแล้ว

 

 

 

“นาดาล” ยึดบัลลังก์มือ 1 โลก

หลังจากที่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว โนวัค ยอโควิช สามารถกลับไปครองตำแหน่งมือ 1 โลกได้อีกครั้งทำให้ ราฟาเอล นาดาล จอมหวดชื่อดังจากสเปนเร่งฟอร์มของตัวเองขึ้นมาด้วยการกวาดแชมป์เอทีพี ทัวร์ ได้ 2 รายการประกอบด้วย อิตาเลียน โอเพน และแคนาเดียน โอเพน รวมถึง 2 แชมป์แกรนด์ สแลมอย่าง เฟรนช์ โอเพน และยูเอส โอเพน ทำให้ครองตำแหน่งมือ 1 โลกจนถึงเดือนพฤศจิกายน

โดยถึงทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของปีอย่าง เอทีพี ไฟนอลส์ เจ้าของฉายา “เอล มาทาดอร์” มีคะแนนนำหน้า ยอโควิช อยู่เพียง 640 แต้ม ซึ่งหาก “โนเล” สามารถคว้าแชมป์ในรายการดังกล่าวได้เขาจะแซง นาดาล ขึ้นไปยึดตำแหน่งมือ 1 โลกแทน

ถึงกระนั้นสุดท้ายแล้ว ยอโควิช ไม่สามารถคว้าแชมป์รายการดังกล่าวได้ส่งผลให้แร็กเก็ตวัย 33 ปีครองบัลลังก์มือ 1 ของโลกในประเภทชายเดี่ยวของปี 2019 ด้วยการมี 9,985 คะแนนพร้อมกวาดเงินรางวัลรวมในปีที่ผ่านมาไปถึง 16.3 ล้านดอลลาร์ (ราว 472 ล้านบาท) เลยทีเดียว

ขณะที่ในประเภทหญิงเดี่ยวมือ 1 โลกตกเป็นของ แอชลีย บาร์ตี นักหวดสาววัย 23 ปีจากออสเตรเลีย ที่กวาดแชมป์ไปครอง 4 รายการซึ่งหนึ่งในนั้นมีแกรนด์ สแลมอย่าง เฟรนช์ โอเพน ด้วย

แชมป์โลกโมโตจีพีสมัยที่ 6 ของ “มาร์เกซ”

เรียกได้ว่าทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องจริงๆสำหรับ มาร์ค มาร์เกซ นักบิดชาวสแปนิชจากทีม เรปโซล ฮอนด้า หลังเมื่อฤดูกาลที่แล้วเจ้าตัวเพิ่งคว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 5 มาครอง (2013, 2014, 2016, 2017 และ2018)

เนื่องจากในซีซั่นนี้นักบิดเจ้าของฉายา “เด็กระเบิด” โชว์ฟอร์มได้จัดจ้านเช่นเดิมหลังกวดแชมป์ได้ถึง 8 สนามจาก 14 สนามจนมาถึงในสนามที่ 15 อย่าง พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2019 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ที่หากเจ้าตัวสามารถคว้าแชมป์ได้เขาก็จะคว้าแชมป์โลกบิดสองล้อไปครองเป็นสมัยที่ 6 ไปครองทันที เหตุก่อนหน้านี้มีคะแนนรวม 300 แต้มจากการคว้าแชมป์ไปถึง 8 จาก 14 สนาม นำหน้าอันดับ 2 อย่าง โดวิซิโอโซ ถึง 98 แต้มขณะที่เหลือการแข่งขันอีกเพียง 5 สนามเท่านั้น

และผลปรากฏว่าเจ้าของรถเบอร์ 93 เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 1 ด้วยเวลา 39 นาที 36.223 วินาที คว้าแชมป์พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน พร้อมเป็นการคว้าแชมป์โลกโมโตจีพีเป็นสมัยที่ 6 ไปครอง และเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 8 หากนับรวมทุกรุ่น (โมโตจีพี 6 สมัย, โมโตทู 1 สมัย และโมโตทรี 1 สมัย)

ทั้งนี้หาก มาร์เกซ ได้แชมป์โลกโมโตจีพีอีก 2 สมัยเขาจะทำสถิติเทียบเท่ากับ จาโคโม อกอสตินี ตำนานนักบิดชาวอิตาเลียน ซึ่งคว้าแชมป์โลกโมโตจีพีมากที่สุดด้วยจำนวน 8 สมัย

“แฮมิลตัน”กับแชมป์เอฟวันสมัยที่ 6

ไม่ผิดคาดแต่อย่างใดสำหรับแชมป์ของรถสูตรหนึ่งชิงแชมป์โลก 2018 (เอฟวัน) ที่ตกเป็นของ ลูอิส แฮมิลตัน นักขับจากทีม เมอร์เซเดส เอเอ็มจี ซึ่งเป็นเต็งหนึ่งของรายการ และแชมป์โลก 5 สมัยก่อนหน้านี้

โดยเจ้าของรถเบอร์ 44 สามารถคว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 6 ต่อจากปี 2008, 2014, 2015, 2017 และ2018 ได้ตั้งแต่รายการ “ยูเอส กรังปรีซ์” ซึ่งเป็นสนามที่ 19 จาก 21 สนามในฤดูกาล 2019 หลังได้อันดับ 2 ในรายการดังกล่าวทว่าก็เพียงพอที่จะเอาชนะ วัลต์เทรี บอตตาส นักขับเพื่อนร่วมทีมชาวฟินแลนด์

นอกจากนั้นจากการซิวแชมป์โลกครั้งนี้ยังส่งผลให้ แฮมิลตัน ขึ้นทำเนียบคว้าแชมป์เอฟวันมากที่สุดเป็นอันดับสองโดยเป็นรองแค่ มิชาเอล ชูมัคเกอร์ ตำนานนักขับชาวเยอรมนี ที่ทำสถิติได้แชมป์โลก 7 สมัย (1994, 1995, 2000, 2001, 2002, 2003, 2004)

“คิปโชเก” ก้าวผ่านขีดจำกัดตัวเอง

หลังจากเมื่อปีที่แล้ว เอเลียด คิปโชเก น่องเหล็กวัย 34 ปีชาวเคนยาสามารถทำลายสถิติโลกวิ่งมาราธอนของ เดนนิส คิเมตโต ปอดเหล็กเพื่อนร่วมชาติที่เคยทำไว้ที่ 2:02.57 ชั่วโมง ลงด้วยเวลา 2.01.39 ชั่วโมง

มาในปี 2019 คิปโชเก ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการวิ่งมาราธอน หลังเจ้าตัวทำสถิติเป็นนักวิ่งคนแรกของโลกที่สามารถทำลายกำแพงวิ่งมาราธอนในระยะทาง 42.195 กม. ด้วยเวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมงสำเร็จหลังเข้าเส้นชัยในเวลา 1.59.40 ชั่วโมง ในโปรเจ็กต์อีนิออส 1.59 ชาลเลนจ์ ที่จัดขึ้น ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย หลังก่อนหน้านี้เจ้าตัวเคยพยายามทำลายสถิติดังกล่าวมาแล้ว 1 ครั้งเมื่อปี 2017 แต่สุดท้ายเวลาเกินไป 25 วินาที

อย่างไรก็ตามสถิติดังกล่าวจะไม่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์กรีฑานานาชาติ (ไอเอเอเอฟ) เนื่องจากไม่อยู่ในกติกา และระเบียบการแข่งขันของ ไอเอเอเอฟ แต่จะถูกบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่า คิปโชเก สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้สำเร็จ

“แอฟริกาใต้” คว้าแชมป์โลกรักบี้สมัย 3

ในปี 2019 ที่ผ่านมามีอีกหนึ่งอีเวนต์กีฬาสำคัญที่เกิดขึ้น นั่นก็คือศึกรักบี้ชิงแชมป์โลก 2019 ที่จะขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก็ได้รับกระแสตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากแฟนๆกีฬาลูกหนำเลี๊ยบของเจ้าบ้านเอง รวมไปถึงทั่วโลก

ส่วนผลการแข่งขันผลปรากฏว่าเป็น แอฟริกาใต้ อดีตแชมป์โลก 2 สมัย ที่เอาชนะ อังกฤษ อดีตแชมป์โลกปี 2003 ไปได้แบบขาดลอย 32-12 จุดส่งผลให้ทัพ “สปริงบอกซ์” คว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 3 ไปครองต่อจากปี 1995 และ2007 รวมถึงเป็นการคว้าแชมป์โลกสูงสุดเท่ากับ นิวซีแลนด์ อีกด้วย

ทั้งนี้การแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์โลก 2023 จะจัดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส

โดยทั้งหมดนี้คือไฮไลท์สำคัญที่เกิดขึ้นในวงการกีฬาโลกเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมาซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำของแฟนๆกีฬาทั่วโลก และในปี 2020 ก็มีหลายอีเวนต์กีฬาสำคัญให้ติดตาม และร่วมเชียร์ไม่ว่าจะเป็นมหกรรมแห่งมวลมนุษยชาติอย่าง โอลิมปิก 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (ยูโร 2020) เป็นต้น



5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ