เพียงอึดใจเดียวศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019-20 ก็ล่วงเลยมาถึงเกมที่ 16 แล้ว ซึ่งสถานการณ์ในการลุ้นแชมป์นั้นก็ยังเข้มข้นเช่นเดิมโดย ลิเวอร์พูล ยังรั้งตำแหน่งจ่าฝูงด้วยการมี 43 คะแนนจาก 15 นัดขณะทีมที่ตามมาอย่าง เลสเตอร์ ซิตี ก็มีผลงานที่ดีไม่แพ้กัน หลังเก็บไปแล้ว 35 คะแนน ขณะที่อันดับ 3 คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี แชมป์เก่า ที่มี 32 คะแนน

โดยในสุดสัปดาห์นี้มีศึกบิ๊กแมทช์ที่เป็นเกมแห่งศักดิ์ศรี และอาจจะเป็นตัวชี้ชะตาของหลายๆอย่าง ทั้งการเบียดลุ้นแชมป์ รวมถึงตำแหน่งเฮดโค้ช นั่นก็คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี จะเปิดสนาม อิติฮัด สเตเดี้ยม ลงเล่นเกม “แมนเชสเตอร์ ดาร์บี แมตช์” ครั้งที่ 179 จากทุกรายการกับคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวันที่ 7 ธันวาคม เวลา 00.30 น. (เช้าวันที่ 8 ธันวาคมตามเวลาประเทศไทย)

ถึงแม้ว่าในซีซั่นนี้ผลงาน และอันดับในตารางคะแนนของทั้งคู่จะต่างกัน ถึงกระนั้นการดวลกันของ “เรือใบสีฟ้า” กับ “ปีศาจแเดง” มักจะเข้มข้นเสมอไม่ว่าจะอยู่ใสถานการณ์ใดก็ตาม

โดยก่อนที่เกม “แมนเชสเตอร์ ดาร์บี แมตช์” ครั้งแรกของฤดูกาลนี้จะเริ่มต้นขึ้น ทางทีมข่าว “คม ชัด ลึก” ได้รวบรวมความพร้อมต่างๆ รวมถึงประเด็นน่าสนใจของทั้ง 2 ทีมออกมาดังนี้

 

 

“แมนฯซิตี”กับชัยชนะสุดสำคัญ

ต้องยอมรับว่าในฤดูกาลนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี ทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานจากที่พวกเขาเคยทำไว้เมื่อ 2-3 ปีก่อนหลังสะดุดในลีกอย่างต่อเนื่องจากสถิติชนะ 10 เสมอ 2 และแพ้ 3 จาก 15 เกมที่ผ่านมา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการพ่ายต่อ นอริช ซิตี ทีมน้องใหม่ รวมถึงวูล์ฟแฮมป์ตัน ซึ่งไม่ใช่ทีมในกลุ่มลุ้นแชมป์แต่อย่างใด

โดยปัญหาหลักที่ส่งผลให้ “เรือใบสีฟ้า” ฟอร์มหลุดอย่างเห็นได้ชัดคือการที่พวกเขาเจอปัญหาบรรดานักเตะหลักบาดเจ็บเล่นงาน โดยเฉพาะในแผงกองหลังที่ อายเมอริก ลาปอร์กต์ เซ็นเตอร์ตัวจริงเจ็บยาว ส่วน จอห์น สโตนส์ ก็เดี้ยงจนหายไปจากสนามพักใหญ่ ส่งผลให้ เป๊ป กวาร์ดิโอลา เฮดโค้ชถอย แฟร์นันดินโญ ลงมาเป็นปราการหลังตัวกลางจำเป็น ซึ่งถึงแม้ว่ากองกลางตัวรับรายนี้จะช่วยทีมได้ในระดับหนึ่ง ทว่าก็ไม่ใช่ตำแหน่งธรรมชาติของเจ้าตัวจึงกลายเป็นช่องโหว่ที่คู่แข่งนำมาโจมตีจนเสียไปแล้วถึง 17 ประตูซึ่งมากกว่า ลิเวอร์พูล และเลสเตอร์ ซิตี 2 ทีมในกลุ่มลุ้นแชมป์อยู่ 3 ลูก และ8 ลูก ตามลำดับ

ส่องก่อนเกม'เรือใบ'ฟัด'ผีแดง'ศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี

ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้เทรนเนอร์ชาวสแปนิชออกมายอมรับว่าพวกเขาคงไม่สามารถที่จะป้องกันแชมป์ลีกได้แล้ว และจะมุ่งสมาธิไปแบบนัดต่อนัดเท่านั้นแม้จะเพิ่งผ่านมาเพียงไม่ถึงครึ่งฤดูกาล

ถึงกระนั้นเชื่อว่าลึกๆแล้ว แมนเชสเตอร์ ซิตี ก็คงไม่ยอมแพ้กับการไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีกแต่อย่างใด ทว่าพวกเขาต้องยกระดับผลงานของทีมขึ้นมา รวมถึงต้องลุ้นให้คู่แข่งเกิดความผิดพลาด ซึ่งในเกมนี้หาก “เรือใบสีฟ้า” เก็บ 3 คะแนนได้ก็น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แชมป์เก่าเกิดความมั่นใจมากขึ้น

ส่วนความพร้อมในเกมนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี จะไม่มี โอเลกซานเดอร์ ซินเชนโก, ดานิโล, อายเมอริก ลาปอร์กต์, เลรอย ซาเน และเซร์คิโอ อเกวโร ที่ยังบาดเจ็บทั้งหมด

ทำให้คาดว่า เป๊ป น่าจะยึด 11 ผู้เล่นตัวจริงจากเกมที่บุกชนะ เบิร์นลีย์ 4-1 เมื่อกลางสัปดาห์ นำทีมโดย เอแดร์ซอน โมราเอส, ไคล์ วอล์คเกอร์, แฟร์นันดินโญ, ดาบิด ซิลบา, เควิน เดอ บรอยน์, ราฮีม สเตอร์ลิง และกาเบรียล เฆซุส
 

 

 

ตำแหน่งที่สั่นคลอนของ“โซลชา”

แม้จะเพิ่งเก็บชัยชนะในเกมสำคัญหลังเอาชนะ ทอตแนม ฮอทสเปอร์ 2-1 เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ ทว่าด้วยผลงานโดยรวมในซีซั่นนี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าพอใจสำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างแน่นอนจากสถิติชนะ 5 เสมอ 6 และแพ้ 4 นัด มี 21 คะแนนจากการลงสนาม 15 นัดในพรีเมียร์ลีก พร้อมอยู่ในอันดับ 6 ของตาราง

โดยผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อผลงานของทีมมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้น โอเล กุนนาร์ โซลชา ที่คุม “ปีศาจแดง” อดีตต้นสังกัดสมัยยังค้าแข้งแบบเต็มตัวเป็นปีแรก

ด้วยฟอร์ม และผลการแข่งขันที่ไม่ค่อยน่าพอใจ ทำให้มีข่าวลืออยู่ตลอดว่าเทรนเนอร์ชาวนอร์เวย์ส่อถูกปลดจากบังเหียนโดยมี เมาริซิโอ โปเชตติโน อดีตนายใหญ่ สเปอร์ส เป็นตัวเต็งที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทน

ส่องก่อนเกม'เรือใบ'ฟัด'ผีแดง'ศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี

ถึงแม้ว่ากุนซือวัย 46 ปีจะออกมาให้สัมภาษณ์ว่าไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องตำแหน่งของตัวเอง ทว่าในเกมสำคัญนี้หากทีมโชว์ฟอร์มได้ไม่ดีก็อาจจะมีผลกระทบโดยตรงต่ออนาคตเจ้าตัว หรือหากเขาสามารถบุกชนะคู่ปรับร่วมเมืองได้ เก้าอี้ของ โซลชา กับ “เร้ด เดวิลส์” ก็น่าจะมั่นคงมากขึ้น

ขณะที่ความพร้อมสำหรับนัดนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องลุ้นว่า ปอล ป็อกบา และเนมานยา มาติช 2 มิดฟิลด์ รวมจะหายเจ็บกลับมาทันหรือไม่ ส่วนตำแหน่งอื่นๆไม่มีปัญหา

โดย 11 ตัวจริงจะมีการเปลี่ยนผู้เล่นบางตำแหน่งจากเกมที่แล้ว โดยจะให้ ลุค ชอว์ ลงสนามเป็นแบ็กซ้ายแทนที่ แอชลีย์ ยัง และมี ดาบิด เด เคอา, แฮร์รี แม็คไกวร์, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, แดเนียล เจมส์ รวมถึงมาร์คัส แรซฟอร์ด เป็นแกนหลักเช่นเดิม

11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามของทั้ง 2 ทีม

แมนเชสเตอร์ ซิตี (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส - ไคล์ วอล์คเกอร์, แฟร์นันดินโญ, จอห์น สโตนส์, อันเจลิโน - โรดรี, เควิน เดอ บรอยน์, อิลกาย กุนโดกัน - แบร์นาโด ซิลวา, ราฮีม สเตอร์ลิง, กาเบรียล เชซุส

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา - อารอน วาน-บิสซากา, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี แม็คไกวร์, ลุค ชอว์ - สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เฟร็ด - แดเนียล เจมส์, เจสซี ลินการ์ด, อองโธนี มาร์กซิยาล - มาร์คัส แรซฟอร์ด

สำหรับสถิติ 5 นัดหลังสุดที่ทั้งคู่พบกันรวมทุกรายการเป็น แมนเชสเตอร์ ซิตี ได้เปรียบกว่าเล็กน้อยหลังเอาชนะได้ 3 นัด และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ 2 นัด