royal coronation
วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562
กีฬา

เก็บตกเกม'หงส์'แซงดับ'ไก่'รั้งฝูง-ไร้พ่าย

วันที่ 29 ตุลาคม 2562 - 17:00 น.
พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2019-20,ลิเวอร์พูล,ทอตแนท ฮอทสเปอร์
Shares :
เปิดอ่าน 1,294 ครั้ง

ผ่านไปแล้ว 10 เกมสำหรับศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2019-20

 

 

     โดยเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกมที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นศึกบิ๊กแมตช์ประจำสัปดาห์ที่ ลิเวอร์พูล จ่าฝูง เปิดสนาม แอนฟิลด์ แซงเอาชนะ ทอตแนม ฮอทสเปอร์ อีกหนึ่งทีมชั้นนำของลีก 2-1 เมื่อวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา

      สาเหตุที่แมตช์ดังกล่าวได้รับการจับตามองอย่างมากเนื่องจาก 3 คะแนนในเกมนี้ถือว่าสำคัญกับทั้งคู่เป็น เพราะ “หงส์แดง” ก็ต้องการทำแต้มเพื่อหนี แมนเชสเตอร์ ซิตี ด้วยระยะห่าง 6 คะแนนเท่าเดิม ขณะที่ “ไก่เดือยทอง” ก็หวังเก็บชัยเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมาจนทำให้เกมออกมีครบทุกรสชาติ ซึ่งทางทีมข่าวกีฬา “คม ชัด ลึก” ได้เก็บตกประเด็นสำคัญ รวมถึงสถิติต่างๆที่เกิดขึ้นหลังเกมคู่สำคัญนี้

 

 

‘เคน’ยิงเร็วช็อกแฟนเจ้าบ้าน
     ก่อนเกมดังกล่าวจะเริ่มต้นขึ้น ลิเวอร์พูล มีสถิติข่ม สเปอร์ส พอสมควรหลังไม่แพ้ถึง 14 จาก 15 นัดหลังสุดที่พบกัน ทำให้หลายคนมั่นใจว่า “หงส์แดง” จะเอาชนะไปได้แบบไม่ยากเย็น
     ทว่าผ่านไปเพียง 47 วินาที “ไก่เดือยทอง” กลับมาได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะที่ ซน เฮือง มิน ยิงไปแฉลบ เดยัน ลอฟเรน และบอลไปเข้าทาง แฮร์รี เคน ที่ยืนอยู่โล่งๆในกรอบเขตโทษโหม่งเข้าประตูไปโดยที่ไม่มีธงล้ำหน้าแต่อย่างใด ส่งทีมเยือนออกนำแบบที่ “เดอะ ค็อป” ไม่ทันตั้งตัว
     โดยจากการยิงดังกล่าวส่งผลให้หัวหอกวัย 26 ปี ยิง ลิเวอร์พูล ได้เป็นลูกที่ 6 จากการเจอกัน 11 นัด พร้อมเป็นแข้งรายที่ 3 ที่สามารถยิง “หงส์แดง” ได้ที่แอนฟิลด์ในพรีเมียร์ลีกในระยะเวลาไม่ถึง 1 นาทีต่อจาก แมตต์ เอเลียตต์ ในปี 1997 และโอลิวิเยต์ ดากูร์ ในปี 1999

‘กาซซานิกา’ระเบิดฟอร์มเซฟ
     แน่นอนว่าหลังจากถูกขึ้นนำเร็ว ลิเวอร์พูล ไม่มีทางเลือกนอกจากการพับสนามบุกเพื่อทวงประตูคืนให้ได้ ซึ่งในช่วงครึ่งแรกพวกเขามีโอกาสตีเสมอมากมาย ทั้งจากลูกยิงของ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต ฟีร์มีโน และลูกโหม่งของ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ แต่กลับไม่ผ่านมือของ เปาโล กาซซานิกา ผู้รักษาประตูมือ 2 ของ สเปอร์ส ที่ได้โอกาสลงเฝ้าเสาแทน อูโก โยริส นายด่านมือ 1 ที่มีอาการบาดเจ็บข้อศอกเคลื่อน
      โดยถึงแม้ในช่วงครึ่งหลัง “ไก่เดือยทอง” จะเสีย 2 ประตูและเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป ทว่าจากสถิติระบุ กาซซานิกา เซฟไปถึง 12 ครั้งจากการถูกยิงตรงกรอบ 14 ครั้ง พร้อมเป็นสถิติเซฟต่อเกมมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก นับแต่ ดาบิด เด เคอา ทำไว้ 14 ครั้ง ตอน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ อาร์เซนอล เมื่อเดือนธันวาคม 2017 ซึ่งแน่นอนว่าหากไม่มี กาซซานิกา นั้น สเปอร์ส อาจจะแพ้ด้วยสกอร์ที่ขาดลอยกว่านี้

 

 

‘คลอปป์’แก้เกมเฉียบขาด

      หลังจากจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ตามหลังทั้งๆที่ครองบอล รวมถึงมีโอกาสจบสกอร์มากกว่าทำให้ ลิเวอร์พูล เจอกับสถานการณ์กดดัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของเฮดโค้ชชาวเยอรมันที่ต้องแก้เกมเพื่อทำให้ทีมเก็บ 3 คะแนนให้ได้
     สิ่งแรกที่ คลอปป์ ทำในช่วงครึ่งหลังคือการเปลี่ยนตำแหน่งการยืนของแผงกองกลาง โดยขยับให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และจอร์จินโย ไวนัลดุม ซึ่งครึ่งแรกไม่มีบทบาทมากนัก ขยับตัวเองเข้าไปในกรอบเขตโทษมากขึ้นเพื่อเปิดช่องในการทำเกมรุกมากขึ้น เพราะ สเปอร์ส ลงไปรับต่ำ และใช้การเล่นบอลสวนกลับตั้งแต่ขึ้นนำได้
     โดยข้อดีของแผนดังกล่าวคือจะทำให้ “หงส์แดง” มีตัวเลือกในการเล่นเกมบุกมากขึ้นหลัง 3 ประสานแดนหน้าถูกประกบติด ทว่าแผนนี้้ก็มีข้อเสียเช่นกันเพราะพื้นที่ตรงกลางของทีมจะว่างขึ้น และทำให้คู่แข่งมีโอกาสบุกสวนกลับได้ง่าย
     และจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมนี้ก็มาถึงในนาทีที่ 47 หลัง กาซซานิกา เปิดบอลยาวให้ ซน เฮือง มิน ที่หาช่องว่างจากแผนบุกเต็มสูบของ ลิเวอร์พูล หลุดไปดวลเดี่ยวกับ อลีสซง เบคเกอร์ ก่อนเจ้าตัวจะล็อคหลบผู้รักษาประตูทีมชาติบราซิลได้แต่กลับยิงไปชนคานแบบเต็มๆทำให้ สเปอร์ส พลาดได้ประตูที่ 2 อย่างน่าเสียดาย
     ส่วนอีกหนึ่งสิ่งที่ คลอปป์ แก้เกมมาคือการให้ ฟาบินโญ เป็นคนวางบอลจากแดนกลางเข้าไปในกรอบเขตโทษ หรือตัดหลังแนวรับ ซึ่งเจ้าตัวก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะบอลของ ลิเวอร์พูล ในการขึ้นเกมรุกนั้นเร็ว และหลากหลายมากขึ้น จนส่งผลให้แนวรับของ “ไก่เดือยทอง” เกิดความสับสน
     จนกระทั่งในนาทีที่ 52 การแก้เกม 2 จุดของ ลิเวอร์พูล ก็ได้ผลหลัง ฟาบินโญ วางบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่สอดเข้ามาวอลเลย์ด้วยซ้ายเข้าไปอย่างสวยงามให้เจ้าถิ่นตีเสมอ 1-1

‘มาเน’แมน ออฟ เดอะ แมตช์

     แม้เกมนี้แนวรุกทีมชาติเซเนกัลจะไม่ได้มีผลงานโดดเด่นมากนัก เพราะไม่ได้มีทั้งการยิง หรือแอสซิสต์ให้เพื่อนทำประตู ทว่าเขาคือคีย์แมนสำคัญของทีมสำหรับการเก็บ 3 คะแนนเพราะเป็นคนที่ช่วยทีมเรียกจุดโทษจากจังหวะที่วิ่งแซง เซิร์จ ออริเยร์ เข้าไปในเขตโทษฝั่งซ้าย ซึ่งถึงแม้ ออริเยร์ จะสามารถเอาบอลคืนมาได้ ทว่า มาเน ไล่บอลต่อ และถูกเตะล้มลงในกรอบเขตโทษ ซึ่ง แอนโธนี เทย์เลอร์ ผู้ตัดสินเป่าให้เป็นจุดโทษทันที
      โดย โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ สังหารเข้าไปไม่พลาดให้ ลิเวอร์พูล ออกนำในนาที 75 พร้อมเป็นประตูชัยให้ทีมเก็บเพิ่มเป็น 28 คะแนนจาก 10 นัด รั้งตำแหน่งจ่าฝูงต่อไป พร้อมยังไม่แพ้ใครในลีกซีซั่นนี้ (ชนะ 9 นัดเสมอ 1 นัด) นำหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี 6 คะแนนเท่าเดิม นอกจากนั้นพวกเขายังไม่แพ้ใครในการเล่นที่ แอนฟิลด์ มาแล้วถึง 45 นัด (ชนะ 35 นัด เสมอ 10 นัด)
      และจากจังหวะการเรียกจุดโทษดังกล่าวทำให้ มาเน ได้รับตำแหน่งแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ไปครองจากการเลือกของ “สกาย สปอร์ตส” สื่อดังของอังกฤษ รวมถึงมีสถิติบ่งชี้เพิ่มเติมว่าหากเวลาดาวเตะวัย 27 ปีลงสนาม ลิเวอร์พูล ไม่แพ้ใครใน แอนฟิลด์ เวลาลงเล่นเกมลีกถึง 52 เกมอีกด้วย

     ทั้งหมดที่กล่าวมาคือประเด็นน่าสนใจที่เกิดขึ้นในศึกซูเปอร์ซันเดย์ที่ผ่านมาซึ่งจากนี้ต้องมาติดตามว่า ลิเวอร์พูล จะยังรักษามาตรฐานของตัวเองต่อไปได้หรือไม่ ขณะที่ สเปอร์ส จะสามารถเกลับมาสู่ในตำแหน่งที่ควรจะเป็นอีกครั้งได้เมื่อใด

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ
Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ