royal coronation
วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562
กีฬา

แดงเดือดนี้ "ทำไมผีน่าห่วงกว่า"

วันที่ 19 ตุลาคม 2562 - 10:56 น.
แดงเดือด,แมนฯ ยูไนเต็ด,ลิเวอร์พูล,โอลด์ แทรฟฟอร์ด,โซลชา,เจอร์เกน คลอปป์,ป็อกบา,เด เคอา,คุณภาพยิงประตู
Shares :
เปิดอ่าน 164 ครั้ง

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ สุดสัปดาห์นี้ไม่มีอะไรจะน่าสนใจไปกว่าศึกแห่งศักดิ์ศรี ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล อีกแล้ว

 

 

โดยแดงเดือดคำรบแรกของซีซั่นจะระเบิดศึกกันที่โอลด์ แทรฟอร์ด รังเหย้าของฝั่งปีศาจแดงที่ศึกเที่ยวนี้ดูจะเป็นรองและน่าห่วงกว่าผู้มาเยือนเจ้าของตำแหน่งจ่าฝูงไม่น้อย

 

 

แมนฯ ยูไนเต็ด - ลิเวอร์พูล

วันอาทิตย์ที่ 20 ต.ค.2562

เวลา : 22.30 น.

 

 

 

 

 

 

ไร้ป็อกบา-เด เคอา

 

สกายสปอร์ต สื่อกีฬาเจ้าดัง เผย โอเล กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมชาวนอร์วีเจียน ยืนยันชัด แมนฯ ยูไนเต็ด จะหมดสิทธิ์ใช้งาน ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์ห้องเครื่องคนสำคัญแน่นอนแล้วจากปัญหาอาการบาดเจ็บที่เท้า

 

 

 

โดยนับตั้งแต่ผ่านเดือนสิงหาคมเป็นต้นมา มิดฟิลด์วัย 26 ปี ได้ลงสนามช่วยต้นสังกัดไปแค่ 2 นัดเท่านั้น โดยเกมสุดท้ายคือแมทช์เสมอ อาร์เซนอล 1-1 ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา

 

มองจากจุดนี้ทีมของ โซลชา ก็ไม่ได้ใช้งานกองกลางทีมชาติฝรั่งเศส สม่ำเสมอเท่าไหร่ ดังนั้นหากจะมองว่าสมดุลของทีมเสียไปหรือไม่ ในแง่หนึ่งก็อาจจะมองได้ว่าเชฟของทีมไม่ได้เสียหายมากนัก แต่อีกแง่หนึ่งการมีคีย์แมนคนสำคัญลงในนัดสำคัญก็อาจจะดูดีกว่าในเรื่องของความมั่นใจ

 

ขณะเดียวกัน ดาบิด เด เคอา ผู้รักษาประตูมือ 1 ของทีม ก็ส่อจะพลาดแดงเดือดรอบนี้เช่นกัน หลังนายทวารวัย 28 ปี บาดเจ็บต้นขาจากการเดินทางไปรับใช้ชาติในเกมยูโร 2020 รอบคัดเลือก นัดที่สเปน เสมอ สวีเดน 1-1 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (15 ต.ค.)

 

 

 

แน่นอนการขาด เด เคอา จะทำให้หน้าที่เฝ้าเสาไปอยู่ในมือของเซร์คิโอ โรเมโร นายด่านอาร์เจนไตน์ วัย 32 ปี

 

ถ้าเอาผลงานเป็นตัวตั้งบางทีโอกาสที่มาถึงของมือ 2 อย่าง โรเมโร ก็ดูจะเข้าทีอยู่เช่นกันเมื่อเทียบกับความผิดพลาดส่วนบุคคลของประตูทีมชาติสเปน

 

อย่างไรก็ตามขุนพลเร้ด เดวิลส์ พอจะมีข่าวดีอยู่บ้างเมื่อ อองโตนี มาร์กซิยาล, ลุค ชอว์ และอารอน วาน บิสซากา สามารถกลับมามีชื่อได้ทันเวลาในเกมนี้

 

 

 

 

ส่วนความพร้อมฝั่งลิเวอร์พูล มีอย่างเดียวที่น่าห่วงคือ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ กับ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม 2 สตาร์ดัตช์ถูกใช้งานครบ 90 นาทีตลอด 2 เกมที่พักเบรกทีมชาติ

 

แต่ไม่ว่าอย่างไรแดงเดือดเที่ยวนี้ปีศาจแดงก็ยังน่าห่วงอยู่ดี

 

อะไรคือสาเหตุ ?

 

เพราะพวกเขาสร้างสรรค์โอกาสทำประตูได้น้อยเหลือเกิน

 

 

 

 

หลังออกสตาร์ทย่ำแย่ที่สุดในรอบ 30 ปี โดยเก็บแต้มได้แค่ 9 คะแนน จาก 8 นัด ต้นตอของปัญหาที่ทำให้ลูกทีมของโซลชา ต้องเจอแรงกดดันมหาศาลขนาดนี้ เพราะพวกเขาขาดความน่ากลัวในเกมรุก ดูได้จากผลงานกะซวกตาข่ายตั้งแต่เปิดซีซั่นซึ่งแข้งวัยละอ่อนปีศาจแดงทะลวงตาข่ายคู่ต่อสู้ในลีกได้แค่ 9 ลูกเท่านั้น

 

แม้จากสถิติที่ทางบีบีซี สื่อชั้นนำระบุไว้ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด รั้งในอันดับ 5 ของทีมที่มีโอกาสยิงประตูมากที่สุด แต่ตัวเลขของอันดับดูจะสวนทางกับคุณภาพที่เกิดขึ้น

 

บีบีซี ยกตัวเลขของ “expected goals” หรือความน่าจะเป็นที่จะเป็นประตูของการยิงแต่ละครั้ง ซึ่งฝรั่งมักจะใช้ตัวย่อว่า “xG” เป็นสถิติตัวใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมเพระสามารถบอกได้ว่าลูกยิงลูกหนึ่งนั้นมีโอกาสเป็นประตูเท่าไหร่ 

 

และในข้อมูลนี้ปรากฏว่า 

 

แมนฯ ยูไนเต็ด ของ โซลชา รั้งอยู่ในอันดับ 19 จากทั้งหมด 20 ทีม โดยคุณภาพการยิงประตูของพวกเขาดีกว่าแค่ นิวคาสเซิล ทีมอันดับ 16 ของตารางทีมเดียวเท่านั้น

 

แถมตั้งแต่ผ่านเกมเปิดสนามที่เอาชนะเชลซี 4-0 มีแค่ทีมอย่าง ไบรท์ตัน (2 ลูก), นิวคาสเซิล (4 ลูก) และวัตฟอร์ต (4 ลูก) 3 ทีมเท่านั้นที่ยิงประตูได้น้อยกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ยิงไป 5 ประตู

 

ขณะที่คุณภาพการยิงประตูของปีศาจแดงกำลังย่ำแย่เมื่อเหลือบไปดูตัวเลขที่ลิเวอร์พูล โดนเจาะตาข่ายซีซั่นนี้ ปรากฏว่า ทีมของเจอร์เกน คลอปป์ เสียไปแค่ 6 ประตู น้อยกว่าทุกทีมในลีกเวลานี้

 

มีข้อดีเพียงอย่างเดียวที่สวนทางสถิติอันย่ำแย่ของเกมรุกคือซีซั่นนี้ “ปีศาจแดง” เป็นทีมที่มีเกมรับดีสุดของลีก โดยยึดจากการคำนวณสถิติแบบ “xG conceded” โอกาสที่น่าจะเสียประตูแต่ไม่เสีย

 

 

 

อัตราต่อรอง

แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ (7/2)

เสมอ (3/1)

ลิเวอร์พูล ชนะ (3/4)

 

ที่มา : เทเลกราฟ

*มิได้มีจุดประสงค์เพื่อการพนันแต่อย่างใด เพียงเพื่อเปรียบเทียบมุมมองที่สื่อต่างประเทศคาดคะเนโอกาสชนะของ 2 ทีมเท่านั้น

 

 

 

ผลงานพบกัน 5 นัดหลังสุดพรีเมียร์ลีก

 

24 ก.พ. 2019 // แมนฯ ยูไนเต็ด 0-0    ลิเวอร์พูล

16 ธ.ค. 2018 // ลิเวอร์พูล 3-1 แมนฯ ยูไนเต็ด

10 มี.ค. 2018 // แมนฯ ยูไนเต็ด 2-1    ลิเวอร์พูล

14 ต.ค. 2017 // ลิเวอร์พูล 0-0 แมนฯ ยูไนเต็ด

15 ม.ค. 2017 // แมนฯ ยูไนเต็ด 1-1    ลิเวอร์พูล

 

 

หนสุดท้ายที่ ลิเวอร์พูล บุกมาเอาชนะแมนฯ ยูไนเต็ด ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ต้องย้อนไปในวันที่ 16 มีนาคม ปี 2014 ซึ่งเที่ยวนั้นหงส์แดง ภายใต้การคุมทัพของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมไอน์แลนด์เหนือ บุกมาเอาชนะเจ้าถิ่น 3-0 (เกมนั้นเจ้าถิ่นเหลือ 10 คน เนมันยา วิดิช โดนใบเหลือง-แดง ไล่ออกจากสนาม)

 

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ลิเวอร์พูล จ่าฝูงเก็บชัย 100% เต็มตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา 8 นัด กำลังลุ้นทาบสถิติชนะรวดยาวนานที่สุด 18 นัด เท่ากับแมนฯ ซิตี

 

ส่วนแมนฯ ยูไนเต็ด เวลานี้รั้งอันดับ 12 ของตาราง แต้มห่างโซนตกชั้น 2 คะแนน และโซลชา กำลังเผชิญแรงกดดันมหาศาลกับบทบาทผู้จัดการทีม แต่...

 

มีคำกล่าวของทั้งกูรูและอดีตนักเตะที่มักนิยามเกมนี้ไว้เสมอว่า

 

“ไม่ว่าช่วงเวลานั้น 2 ทีมนี้จะมีผลงานดีหรือเลวร้ายเช่นใด แต่เมื่อทั้งคู่มาเผชิญหน้ากัน ขอให้ลืมผลงานก่อนหน้านี้ไปได้เลย” 

 

และแดงเดือดเที่ยวนี้จะทำให้รู้ว่า วาทะดังกล่าวจะยังคงใช้ได้อยู่หรือไม่


 

ภาพ AFP
เรียบเรียง : พชร นาคจู
ที่มา : https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-7584507/It-five-years-Liverpool-walked-away-Old-Trafford-three-points.html
https://www.bbc.com/sport/football/50045419
https://www.theguardian.com/football/2019/oct/16/paul-pogba-and-david-de-gea-set-to-miss-manchester-united-v-liverpool

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ
Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ