royal coronation
8 ธันวาคม 2562
กีฬา

ส่องทีมไร้พ่าย 5 บิ๊กลีกยุโรปซีซั่นนี้

10 ตุลาคม 2562 - 15:35 น.
ส่องทีมไร้พ่าย 5 บิ๊กลีกยุโรปซีซั่นนี้,โวล์ฟสบวร์ก,เรอัล มาดริด,ยูเวนตุส,ลิเวอร์พูล
Shares :
เปิดอ่าน 464 ครั้ง

เรียกได้ว่าสมการรอคอยสำหรับฟุตบอล 5 ลีกใหญ่ของยุโรป ประกอบด้วย พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, บุนเดสลีกา เยอรมัน, กัลโช เซเรีย อา อิตาลี, ลาลีกา สเปน และลีกเอิง ฝรั่งเศส

 

 

     หลังเปิดฉากฤดูกาล 2019-20 มาได้ประมาณ 2 เดือน เพราะในแต่ละลีกก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลากหลาย เช่น การทำผลงานน่าผิดหวังของทีมดัง อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดทีมขวัญใจแฟนๆที่ปัจจุบันอยู่ในอันดับ 12 ของตาราง จากการมีเพียง 9 คะแนนจาก 8 นัด ในลีกสูงสุดแดนผู้ดี เป็นต้น รวมถึงการสร้างเซอร์ไพรส์ของบางสโมสร เช่น โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค ที่ทะยานขึ้นมารั้งตำแหน่งจ่าฝูงของลีกสูงสุดเมืองเบียร์ แซงหน้าทีมดังอย่าง บาเยิร์น มิวนิค และโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เป็นต้น

     อย่างไรก็ตามหลังจากเปิดฉากฤดูกาลใหม่ของ 5 ลีกดังกล่าว มีบางทีมที่ทำผลงานได้สุดยอดหลังยังคงรักษาสถิต “ไร้พ่าย” ในลีกของตัวเองซึ่งเรียกได้ว่าทำได้ยากมากในฟุตบอลอาชีพยุคปัจจุบัน เหตุไม่ว่าทีมเล็กหรือใหญ่ก็มีมาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน

     ทำให้ล่าสุด “สปอร์ตคีดา” สื่อกีฬาชื่อดังของอินเดีย ได้รวบรวม 4 สโมสรที่ยังไม่เคยลิ้มรสความพ่ายแพ้ใน 5 ลีกดังทวีปยุโรป ดังนี้

 

 

โวล์ฟสบวร์ก (บุนเดสลีกา เยอรมัน)

     ถือเป็นเรื่องน่าแปลกใจอย่างยิ่งที่มีชื่อของ “หมาป่าเมืองเบียร์” ติดเข้ามาอยู่ในลิสต์ดังกล่าว เพราะหากย้อนไปเมื่อ 2 ซีซั่นก่อน คือ 2016-17 และ2017–18 พวกเขาต้องดิ้นรนหนีตกชั้นถึงหยดสุดท้ายหลังได้อันดับ 16 ของลีกทั้ง 2 ฤดูกาล ก่อนเพลย์ออฟชนะ ไอน์ทรัค บราวน์ชไวก์ 2-0 และโฮลสไตน์ คีล 4-1 ทำให้ได้เล่นอยู่ในบุนเดสลีกาต่อไป
     ถึงกระนั้นในฤดูกาลก่อน โวล์ฟสบวร์ก ยกระดับของทีมตัวเองขึ้นมาได้แบบก้าวกระโดด หลังจบฤดูกาลด้วยอันดับ 6 ในลีกหลังมี 55 คะแนนจาก 34 เกม คว้าโควตาไปเล่นในฟุตบอลยูโรปา ลีก ทั้งๆที่ไม่ได้มีผู้เล่นในระดับซูเปอร์สตาร์ในทีมแต่อย่างใด
     ต่อยอดมาในฤดูกาลนี้ “เดอะ วูลฟ์ส” ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเดิมด้วยสถิติชนะ 4 เสมอ 3 และยังไม่แพ้ใคร เก็บ 15 คะแนน พร้อมรั้งอันดับ 2 ของตารางบุนเดสลีกา โดยตามหลัง โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค จ่าฝูงเพียง 1 คะแนนเท่านั้น รวมถึงมีแต้มมากกว่า บาเยิร์น มิวนิค แชมป์เก่าอยู่ 1 คะแนนอีกด้วย
     สำหรับเรื่องดังกล่าวต้องให้เครดิตกับ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ กุนซือชาวออสเตรีย ที่เพิ่งเข้ามาคุมทีมซีซั่นนี้ แต่มีแผนการเล่นที่ลงตัวจนทำให้ โวล์ฟสบวร์ก ยังคงสถิติไร้พ่ายในปัจจุบัน

เรอัล มาดริด (ลาลีกา สเปน)

     “ราชันชุดขาว” มีฤดูกาลที่น่าผิดหวังเมื่อปีที่แล้ว เหตุไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใดๆได้เลย หลัง ซีเนอดีน ซีดาน กุนซือสมองเพชรออกจากตำแหน่ง รวมถึงเสีย คริสเตียโน โรนัลโด แข้งซูเปอร์สตาร์ที่ย้ายไปอยู่กับ ยูเวนตุส ซึ่ง ฆูเลน โลเปเตกี และซานติอาร์โก โซลารี 2 เฮดโค้ชที่เข้ามาแทนที่ไม่สามารถพาทีมทำผลงานน่าประทับใจ และสุดท้ายแล้วเทรนเนอร์ชาวฝรั่งเศสต้องกลับมาคุมบังเหียนในถิ่น ซานติอาร์โก เบร์นาเบว อีกครั้ง
      ด้วยความล้มเหลวที่เกิดขึ้นทำให้ซีซั่นนี้ ซีดาน ทำการเสริมทัพแบบจัดเต็มด้วยงบกว่า 300 ล้านยูโร (ราว 9.84 พันล้านบาท) ในการดึงผู้เล่นรายใหม่ ทั้ง เอแดน อาซาร์, เอแดร์ มิลิเตา, เฟอร์ล็องด์ เมนดี และโรดริโก เป็นต้น เพื่อหวังพาทีมกลับไปสู่เส้นทางการลุ้นแชมป์ทั้งในประเทศ และระดับทวีปอีกครั้ง
     แม้ฟอร์มในการแข่งขันศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จะไม่น่าประทับใจ หลังยังไม่สามารถเก็บชัยได้เลยในรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเอ ทั้ง 2 นัด พร้อมรั้งอันดับสุดท้ายของตาราง ถึงกระนั้นสถานการณ์ในลีกกลับตรงกันข้าม เพราะ “โลส บลังโกส” เก็บไปแล้ว 18 คะแนนจากการลงสนาม 8 นัด จากสถิติชนะ 5 และเสมอ 3 นัด และไร้พ่าย ครองจ่าฝูงโดยนำหน้า บาร์เซโลนา แชมป์เก่า และรองจ่าฝูงอยู่ 2 คะแนน

 

 

ยูเวนตุส (กัลโช เซเรีย อา อิตาลี)

      อีกหนึ่งบิ๊กทีมของทวีปยุโรปที่มีการเปลี่ยนแปลงพอสมควรในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ทั้งการปรับผู้จัดการทีมจาก มัสซิมิเลียโน อัลเลกรี ที่ลาออกจากตำแหน่งมาเป็น เมาริซิโอ ซาร์รี กุนซือจอมแท็คติกที่ตัดสินใจกลับบ้านเกิดทั้งๆที่เพิ่งคุม เชลซี ได้เพียง 1 ซีซั่น
     รวมไปถึงการเสริมทัพที่ “ม้าลาย” คว้าตัวแข้งระดับท็อปมาร่วมชายคาหลายราย ไม่ว่าจะเป็น อาเดรียง ราบิโอต์, อารอน แรมซีย์ และจิอันลุยจิ บุฟฟอน แบบไร้ค่าตัว รวมถึงทุ่มซื้อ มัทไธจ์ส เดอ ลิกต์, เมริห์ เดมิรัล และลูกา เปเยกรินี เพิ่มเติม เพื่อเข้ามาประสานงานกับ คริสเตียโน โรนัลโด สำหรับการพาทีมบรรลุเป้าหมายสำคัญคือคว้าโทรฟียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลนี้ให้ได้
     ด้วยขุมกำลังที่สุดยอด รวมถึงแผนการเล่นที่เด็ดขาดของ ซาร์รี ทำให้ “เบียงโคเนรี” มีความแข็งแกร่งขึ้น และตั้งแต่ออกสตาร์ทมา 7 เกมในลีกสูงสุดแดนมะกะโรนี พวกเขาสะดุดเสมอกับ ฟิออเรนตินา เพียงทีมเดียว นอกจากนั้นเป็นการเก็บชัยชนะได้ทั้งหมดรวมถึงเกมล่าสุดที่บุกเฉือน อินเตอร์ มิลาน ทีมคู่แข่งสำคัญในการลุ้นแชมป์ 2-1 เมื่อวันที่ 6 ต.ค. ส่งผลให้ขณะนี้ ยูเวนตุส มี 19 คะแนน และขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งจ่าฝูงของลีกเป็นที่เรียบร้อย

ลิเวอร์พูล (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ)

     หากจะพูดถึงทีมที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในบรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรปในขณะนี้คงจะหนีไม่พ้น “หงส์แดง” จ่าฝูงของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ขณะนี้ หลังพวกเขาเริ่มต้นฤดูกาลด้วยชนะ 8 นัดรวดจากการลงสนาม 8 เกมในลีก เก็บ 24 แต้มเต็ม พร้อมเป็นทีมที่ 7 ในประวัติศาสตร์ที่ออกสตาร์ทฤดูกาลด้วยการเก็บชัยชนะในลีกสูงสุดของอังกฤษได้ 8 นัดรวด
     นอกจากนั้น ลิเวอร์พูล ยังมีช่องว่างของคะแนนห่างจากรองจ่าฝูง และแชมป์เก่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี ไปแล้วถึง 8 แต้ม ซึ่งถือเป็นช่องห่างระหว่างจ่าฝูงกับรองจ่าฝูงมากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกหลังลงเล่นผ่าน 8 นัดแรกอีกด้วย
     เจอร์เกน คลอปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน คือกุญแจสำคัญสำหรับฟอร์มอันสุดยอดของ ลิเวอร์พูล เหตุสามารถดึงศักยภาพนักเตะออกมาได้อย่างเต็มที่เห็นได้ชัดจาก 3 ประสานแดนหน้า อย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ,โรแบร์โต ฟีร์มิโน และซาดิโอ มาเน ที่ผลิตสกอร์อย่างเป็นกอบเป็นกำ รวมถึงเสริมทัพได้ตรงจุดในหลายๆตำแหน่ง ทั้ง อลีสซง เบคเกอร์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ และแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ซึ่งแม้จะเพิ่งมาประสบความสำเร็จช่วงปีที่ 3 ของเจ้าตัวในถิ่น แอนฟิลด์ แต่ก็ถือว่าสมกับการรอคอย เหตุคว้า 2 แชมป์มาครองอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2018-19 และยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 2019-20
     โดยถ้า ลิเวอร์พูล ยังคงรักษามาตรฐานของตัวเองได้เช่นนี้ พวกเขามีสิทธิ์สูงจริงๆที่จะซิวแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรมาฝากแฟนๆ “เดอะ ค็อป” หลังจากรอคอยมานานกว่า 30 ปี

     และนี่คือ 4 ทีมที่คงสถิติไม่แพ้ให้กับทีมใดเลยจากการลงเล่นในลีกฤดูกาลนี้ ซึ่งพวกเขาชิงความได้เปรียบทั้งในเรื่องของคะแนน และความมั่นใจ โดยถึงแม้จะเป็นแค่ช่วงเริ่มซีซั่น แต่ก็ถือว่าเป็นการออกสตาร์ทที่ดีจนอาจต่อยอดให้สโมสรเหล่านี้ประสบความสำเร็จในตอนท้าย
 

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ