คมชัดลึกออนไลน์ 23 กุมภาพันธ์ 2563
คมชัดลึกออนไลน์
กีฬา

ส่องความพร้อม"ศึกแดงเดือด"ครั้งที่202

24 กุมภาพันธ์ 2562 - 15:00 น.
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด,ลิเวอร์พูล,ศึกแดงเดือด
กีฬา

Shares :
เปิดอ่าน 234 ครั้ง

อีกไม่กี่ชั่วโมงแล้วสำหรับแมตช์หยุดโลกที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอยอย่าง "ศึกแดงเดือด" ครั้งที่ 2 ของฤดูกาล 2018-19


    หรือเป็นครั้งที่ 202 รวมทุกรายการ ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 4 ของตาราง จะเปิดสนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด รับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล ทีมรองจ่าฝูง จะเริ่มต้นขึ้นในเวลา 21.05 น. ตามเวลาประเทศไทยหลังนัดแรก “หงส์แดง” เป็นฝ่ายเอาชนะมาได้ 3-1 

     โดยเกม “นอร์ธ เวสต์ ดาร์บี” ที่กำลังมาถึงดังกล่าวมีความสำคัญต่อทั้ง 2 ทีม เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีระหว่าง 2 ทีมยักษ์ใหญ่แห่งเมืองผู้ดีแล้ว ยังอาจเป็นแมตช์ตัดสินชะตาว่าทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในซีซั่นนี้ได้หรือไม่

3คะแนนสุดสำคัญ
    อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่านัดนี้ไม่ใช่แค่เกมแห่งศักดิ์ศรีเท่านั้น แต่หมายถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของทั้ง 2 สโมสรสำหรับศึกพรีเมียร์ฤดูกาลหากทีมใดสามารถคว้า 3 คะแนนได้
    เริ่มต้นที่ ลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทีมของ เจอร์เกน คลอปป์ ที่พวกเขาตั้งเป้าหมายในปีนี้อย่างชัดเจนว่าต้องการหยิบแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษกลับสู่อ้อมกอดของสโมสรเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี ซึ่งพวกเขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยไม่แพ้ใครถึง 20 นัดในลีก ก่อนจะมาถูกหยุดสถิติลงหลังบุกพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี 1-2 เมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา
    อย่างไรก็ตามหลังจากนั้น “หงส์แดง” ยังกุมความได้เปรียบด้วยการนำเป็นจ่าฝูงอยู่ พร้อมมีโอกาสฉีกคะแนนหนี “เรือใบสีฟ้า” เป็น 7 แต้ม ซึ่งจะทำให้มีโอกาสลุ้นแชมป์สูงมากขึ้น ทว่าทีมดังแห่งถิ่น แอนฟิลด์ กลับพลาดท่าด้วยการเสมอ 2 เกมติดต่อกัน (เสมอ เลสเตอร์ 1-1) และ (เสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1) ทำให้สถานการณ์พลิกกลับเป็น แมนเชสเตอร์ ซิตี ที่แข่งมากกว่า 1 นัดทะยานขึ้นมานำเป็นจ่าฝูงแทน ด้วยการมี 65 คะแนนเท่ากัน แต่ลูกได้เสียดีกว่า


    ทำให้ความกดดันจะกลับมาสู่ ลิเวอร์พูล ทันที เพราะหากไม่มีแต้มในเกมนี้ นั่นหมายความว่าพวกเขาจะร่วงมาเป็นรองจ่าฝูงแบบถาวร เหตุประตูได้เสียเป็นรอง แมนเชสเตอร์ ซิตี 
     ในส่วนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่หลังจากได้ โอเล กุนนาร์ โซลชา เข้ามาคุมทัพ เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา พวกเขาก็โชว์ฟอร์มดีขึ้นแบบพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยสถิติชนะมากสุดในลีก (8 นัด), ทำแต้มมากสุดในลีก (25 คะแนน), ยิงได้มากสุดในลีก (23 ประตู) และเสียประตูน้อยสุดในลีก (6 ประตู) นอกจากนั้นพวกเขายังไม่แพ้ใครในลีก (ชนะ 10 เสมอ 1 นัด) ในยุคของเฮดโค้ชชาวนอร์เวย์ จนเก็บไปแล้ว 51 แต้มจาก 26 นัด แซงขึ้นมาอยู่ในอันดับ 4 ในปัจจุบัน จากที่เคยตามหลัง เชลซี 11 แต้ม ตอนที่ โซลชา เข้ามารับตำแหน่ง


     โดยนอกจากความอยากล้างอายหลังเกมแรกโดน “หงส์แดง” ถลุงมาด้วยสกอร์ 3-1 “ปีศาจแดง” จำเป็นต้องเก็บชัยในเกมนี้ เพื่อทำแต้มหนี อาร์เซนอล และเชลซี ทีมอันดับ 5 และ6 ซึ่งมีแต้มตามหลังพวกเขาเพียง 1 คะแนน เพื่อรักษาพื้นที่ในการไปเล่นในฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายหลักของสโมสรในขณะนี้

ความพร้อมล่าสุด
     ส่วนสภาพความพร้อมล่าสุดของทั้ง 2 ทีม เริ่มที่เจ้าบ้าน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นัดนี้พวกเขาจะไม่มี มาร์กอส โรโฮ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟจอมเก๋าที่บาดเจ็บ รวมถึงตเองเช็คความฟิตของ อองโธนี มาร์กซิยาล และเจสซี ลินการ์ด 2 สตาร์เกมรุกที่ได้รับบาดเจ็บจากเกมพ่าย ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 0-2 ในฟุตบอลยูซีแอล รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมาว่าจะหายทันลงสนามหรือไม่
     ทว่าผู้เล่นหลักคนอื่นๆ ทั้ง ดาบิด เด เคอา, อันเดร์ เอร์เรรา, เนมานยา มาติช, ปอล ปอกบา, มาร์คัส แรชฟอร์ด และโรเมลู ลูกากู พร้อมลงช่วยทีมทั้งหมด


     ด้านทีมเยือน ลิเวอร์พูล ก็มีปัญหานักเตะบาดเจ็บรบกวนเช่นกัน ทั้ง โจ โกเมซ และอเล็กซ์ ออกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ที่ยังต้องพักรักษาตัวยาว รวมไปถึงต้องลุ้นความฟิตของ เดยัน ลอฟเรน กองหลังจอมแกร่งที่เจ็บกล้ามเนื้อ
     อย่างไรก็ตามพวกเขาจะได้ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลังตัวหลักที่พลาดลงช่วยทีมในเกม ยูซีแอล ที่เสมอ บาเยิร์น มิ วนิค 0-0 เมื่อวันอังคาร์ที่ผ่านมา (19 ก.พ.) ลงประจำการอีกครั้ง ประสานงานกับบรรดาผู้เล่นตัวหลัก ทั้ง อลีสซง เบคเกอร์, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน,จอร์จินโย ไวจ์นัลดุม รวมถึง 3 ประสานเกมรุก ทั้ง ซาดิโอ มาเน, โรแบร์โต ฟีร์มีโน, ซาดิโอ มาเน และโมฮัมเหม็ด ซาลาห์

ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนามของทั้ง 2 ทีม
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (4-3-3) : ดาบิด เด เคอา - แอชลี่ย์ ยัง, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, เอริก ไบยี, ลุค ชอว์ - อันเดร์ เอร์เรรา, เนมานยา มาติช, ปอล ปอกบา - ฆวน มาตา, มาร์คัส แรชฟอร์ด, โรเมลู ลูกากู
    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบคเกอร์, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โฌเอล มาติป, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน - ฟาบินโญ, จอร์จินโย ไวจ์นัลดุม, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน - ซาดิโอ มาเน, โรแบร์โต ฟีร์มีโน, โมฮัมเหม็ด ซาลาห์

สถิติน่าสนใจก่อนเกม
    สถิติการพบกัน 201 นัดก่อนหน้านี้ในทุกรายการเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทำได้ดีกว่า หลังเอาชนะได้ 80 นัด เสมอ 55 นัด และลิเวอร์พูล ชนะ 66 นัด
    โดยหากนับเฉพาะในลีก “ปีศาจแดง” เอาชนะได้ถึง 68 นัดในทุกรายการ ขณะที่เกมแดงเดือด ในสนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เก็บชัยได้ 43 นัด แพ้ 16 นัด และเสมอ 26 นัด
     ส่วนผู้เล่นที่ทำประตูในศึกแดงเดือดได้มากที่สุด มีร่วมกัน 3 คน ประกอบด้วย สตีเว่น เจอร์ราร์ด (ลิเวอร์พูล), จอร์จ วอลล์ (แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด) และแซนดี เทิร์นบูล (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) โดยทั้งหมดยิงได้ 9 ประตูเท่ากัน
     ขณะที่นักเตะซึ่งทำสถิติลงเล่นในเกมแดงเดือกมากที่สุดของทั้ง 2 ทีม คือ ไรอัน กิกส์ อดีตปีกทีมชาติเวลส์ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยจำนวนถึง 48 นัด
     

     ทั้งหมดที่กล่าวมาคือความพร้อมล่าสุด รวมถึงประเด็นที่น่าสนใจต่างๆสำหรับแมตช์ “แดงเดือด” ครั้งที่ 202 ในทุกรายการที่กำลังมาถึง ซึ่งต้องมาติดตามกันว่าสุดท้ายแล้ว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ ลิเวอร์พูล จะได้ 3 คะแนนสุดสำคัญในเกมนี้ไปครอง

ขอบคุณภาพจาก : Sky Sports


 


ไม่อยากพลาดข่าวสารสำคัญ บทวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ อินไซด์ ฟรี!! เพียงติดตามได้ที่ Line official คมชัดลึก เพียงกดติดตามผ่าน

เพิ่มเพื่อน
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ