“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการโอลิมปิคฯ ที่สำนักงานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ (บ้านอัมพวัน) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ โดย พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ทำหน้าที่เป็นโฆษกคณะกรรมการโอลิมปิคฯ แถลงหลังการประชุมว่า ประธานได้ขอให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องช่วยกันในการเตรียมแผนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬายูธ โอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 5 ในปี 2026 และผลักดันให้ได้รับเลือก เพราะตอนนี้มีอินเดีย อีกประเทศที่แสดงความสนใจอยากเป็นเจ้าภาพเช่นกัน นอกจากนี้ ยังอยากให้มีการช่วยกันให้ไทยเป็นเจ้าภาพกีฬานานาชาติต่างๆ ในช่วงเวลา 6-7 ปีข้างหน้านี้

 

สำหรับความคืบหน้าในการขออนุญาตจัดตั้งสำนักงานองค์กรกีฬาต่างประเทศ 6 องค์กร คือ สภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (โอซีเอ), สหพันธ์ซีเกมส์, สหพันธ์วอลเลย์บอลแห่งเอเชีย, สหพันธ์ตะกร้อโลก, สหพันธ์ยกน้ำหนักแห่งเอเชีย, สหพันธ์ฟลอร์บอลแห่งเอเชียและโอเชียเนีย ที่ยังรอพระราชบัญญัติจัดตั้งสำนักงานองค์กรกีฬาต่างประเทศอยู่ เรื่องนี้ พล.อ.ประวิตรได้มอบหมายให้ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) ติดตามเพื่อให้จัดตั้งองค์กรดังกล่าวโดยเร็วที่สุด เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อวงการกีฬาไทยด้วย รวมทั้งให้ดำเนินการปรับปรุงศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น และควรจะแล้วเสร็จในเวลาอันใกล้เพื่อใช้ในการพัฒนานักกีฬาเยาวชน และนักกีฬาทีมชาติให้เร็วที่สุด
 

ส่วนการคัดเลือก และส่งนักกีฬาทีมชาติไทย เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน - 10 ธันวาคม ที่ประชุมได้มีการแต่งตั้ง พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคฯ เป็นประธาน โดย พล.อ.ประวิตร ได้เน้นย้ำให้มีการคัดเลือกนักกีฬาอย่างโปร่งใส ยุติธรรม ใช้สถิติ และผลงานเป็นตัวชี้วัด ห้ามไม่ให้มีเส้นสาย เพื่อที่จะได้นักกีฬาที่ดีที่สุดไปแข่งขัน และสร้างระบบที่ดีในการคัดเลือกให้เป็นบรรทัดฐานในมหกรรมอื่นๆ ต่อไป
ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ กล่าวถึงเรื่องการระมัดระวังเรื่องการใช้สารต้องห้ามในนักกีฬา เพราะหลังจากที่นักยกน้ำหนักไทยถูกตรวจพบสารต้องห้าม ทำให้มีผลต่อการแข่งขันมหกรรมระดับนานาชาติ โดยเฉพาะโอลิมปิกเกมส์ จึงอยากให้ระมัดระวังกันให้เข้มข้นกว่าเดิม เนื่องจากเป็นผลเสียของวงการกีฬาโดยตรง รวมถึงจะต้องปลูกฝังความเป็นนักกีฬาให้กับเยาวชนตั้งแต่อายุยังน้อย จึงได้มีการประสานกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อปรับหลักสูตร และเพิ่มชั่วโมงเรียนเกี่ยวกับกีฬาให้เด็กไทยมีความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมและเป็นนักกีฬาระดับโอลิมปิกเกมส์ในอนาคตให้มากขึ้น