
เขมรเคลม "ขนมจีน" ยื่นจดมรดกโลกชื่อ "นมบันจ๊อก" ยูเนสโกปัดตก 3 ปีซ้อน
ไม่พัก! เขมรเคลม "ขนมจีน" ยื่นจดมรดกโลกชื่อ "นมบันจ๊อก" ยูเนสโกปัดตก 3 ปีซ้อน อ้างเป็นต้นกำเนิดกว่าพันปี จนต้องเปลี่ยนชื่อใหม่หวังล้างอาถรรพ์
กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลหลังจบเทศกาลโจลชนัมทเมย (สงกรานต์กัมพูชา) ปี 2569 เมื่อสื่อกัมพูชาและชาวเน็ตเพื่อนบ้านเริ่มเปิดฉาก "เคลม" วัฒนธรรมอาหารอีกครั้ง โดยพุ่งเป้าไปที่ "ขนมจีน" หรือที่ทางกัมพูชาเรียกว่า "นมบันจ๊อก" (Nom Banh Chok) โดยอ้างว่าเป็นต้นตำรับที่มีอายุกว่าพันปี แต่กลับมีรายงานว่าถูกองค์การยูเนสโก (UNESCO) ปัดตกแผนการขึ้นทะเบียนมาอย่างต่อเนื่อง
กระแสความขัดแย้งนี้กลับมาปะทุขึ้นหลังจบเทศกาลสงกรานต์กัมพูชาเพียงไม่กี่วัน เมื่อสำนักข่าวท้องถิ่นในกัมพูชาอย่าง BTV News ได้ลงพื้นที่ไลฟ์สดบรรยากาศตลาดกลางคืน ชี้ไปที่ร้านขายขนมจีนน้ำยาที่มีหน้าตาเส้น ผักแนม และน้ำยาเหมือนกับของไทยแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมระบุด้วยความมั่นใจว่านี่คืออาหารโบราณที่คนเขมรกินกันมาตั้งแต่สมัยอารยธรรมขอมรุ่งเรือง
ข้อมูลที่มีการแชร์กันอย่างกว้างขวางระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาพยายามผลักดัน "นมบันจ๊อก" ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) ต่อสู้เคียงคู่มากับ "สงกรานต์" และ "มวย" มาตั้งแต่ปี 2021-2023 แต่ปรากฏว่า
- ถูกปัดตกอย่างต่อเนื่อง: เนื่องจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และกระบวนการจัดทำเอกสารยังไม่ชัดเจนพอที่จะแสดงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
- เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่: มีรายงานว่าในปี 2026 นี้ กัมพูชาพยายามปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อเรียกในเอกสารยื่นจดเป็น "หนุ่มพาโชค" (การเลียนเสียงจาก นมบันจ๊อก) หวังจะให้ดูเป็นมงคลและสร้างสตอรี่ใหม่เพื่อจูงใจคณะกรรมการ
เจาะลึกประวัติศาสตร์: ขนมจีนไม่ใช่ของ "จีน" และอาจไม่ใช่ของ "เขมร"
แม้กัมพูชาจะพยายามอ้างสิทธิ์เหนือขนมจีน แต่ในเชิงมานุษยวิทยาและภาษาศาสตร์ ข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่า
- รากเหง้าจาก "มอญ": คำว่า "ขนมจีน" สันนิษฐานว่ามาจากภาษามอญคือ "คนอมจิน" (คนอม แปลว่า ปั้นให้เป็นก้อน / จิน แปลว่า สุก) ซึ่งมอญเป็นผู้แพร่กระจายวัฒนธรรมเส้นนี้ไปทั่วอุษาคเนย์
- วัฒนธรรมร่วม (Shared Culture): ทั้งไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ต่างมีวัฒนธรรมการกินเส้นแป้งข้าวเจ้าหมักที่คล้ายคลึงกัน แตกต่างกันเพียงเครื่องแกงและผักแนมตามภูมิศาสตร์ จึงเป็นเรื่องยากที่จะอ้างความเป็น "เจ้าของ" เพียงผู้เดียว
ปัจจุบันในเว็บไซต์ของยูเนสโก รายการ "ขนมจีนกัมพูชา" ยังคงอยู่ในสถานะ "หายไปจากบัญชีเบื้องต้น" (Removed from Tentative List) หลังจากยื้อมานาน 3 ปี ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงสงวนท่าทีและเน้นการนำเสนอข้อมูลในเชิง "วัฒนธรรมร่วม" มากกว่าการแย่งชิง แม้ความพยายามในการเคลมจะยังมีอยู่ต่อเนื่อง แต่ตราบใดที่ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์และการรับรองจากสากล "ขนมจีน" ก็ยังคงเป็นอาหารจานโปรดที่คนในภูมิภาคอาเซียนนี้กินร่วมกันต่อไป... เพียงแต่ต้องระวังอย่าให้ใคร "สอดไส้" ข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบโลกก็พอ!



