++
    เป็นไปตามที่ทนายอานนท์ ประกาศไว้ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลว่า จะยุติการชุมนุม และขอนัดหมายที่แยกราชประสงค์ ช่วงเย็นวันที่ 15 ต.ค.2563
    เมื่อมีประชาชนมารวมตัวบริเวณแยกราชประสงค์ เป็นจำนวนมาก แม้จะอยู่ระหว่างการประกาศใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพฯ
    ดูเหมือนว่า ม็อบคณะราษฎร จะไม่จบง่ายๆ และมีลักษณะเป็น “ม็อบดาวกระจาย” มากขึ้น 

++
ม็อบอุดมการณ์
++
    ประจักษ์ ก้องกีรติ รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ นักวิชาการผู้ศึกษาเกี่ยวกับขบวนการนักศึกษา 14 ต.ค.2516 ได้ประเมินการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาประชาชนรอบนี้ จะเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ เพราะเป็นการสู้ในเชิงอุดมการณ์ 
    อาจารย์ประจักษ์ สรุปว่า ขบวนการนักศึกษา ปี 2516 อยู่ภายใต้เพดานทางอุดมการณ์แบบ "ราชาชาตินิยม" ขณะที่ขบวนการนักศึกษายุคปัจจุบัน ได้เชื่อมโยงตัวเองกับคณะราษฎรอย่างใกล้ชิด 
    “มันทำให้คณะราษฎรกลับมามีที่ยืนอีกครั้งในสังคมไทย” อาจารย์ประจักษ์ ให้ความเห็น 
    พูดง่ายๆ คณะราษฎร 2563 มาสานต่ออุดมการณ์คณะราษฎร 2475
   ในข้อเท็จจริง สังคมไทยยังรับไม่ได้กับท่าทีแบบทะลุเพดาน ของแกนนำม็อบคณะราษฎร จึงมีปฏิกิริยาต่อต้านคนรุ่นใหม่
    การต่อสู้เชิงอุดมการณ์นี่แหละ ที่กลายเป็นจุดอ่อน ส่งผลให้แกนนำกลุ่มหนึ่ง เพลี่ยงพล้ำถูกจับกุม  

++
ม็อบดิจิตอล
++
    การชุมนุมของคนรุ่นใหม่ พ.ศ.นี้ ต่างจากการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ นปช. และ กปปส. ในแง่ของยุทธวิธี
ประการแรก ไม่มีองค์กรนำเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหว ไม่มีผู้นำระดับดารา (แกนนำ) ทุกการชุมนุม มีแกนนำโดยธรรมชาติ ไม่ต้องขึ้นต่อส่วนกลาง
ประการที่สอง แกนนำม็อบอาศัยเครือข่ายโซเชียล เป็นเครื่องมือประสานงาน 
ประการที่สาม รูปแบบการชุมนุม จะมีความหลากหลาย ยืดหยุ่น ไม่เคร่งเครียด เหมือนม็อบแบบเก่า
พวกเขามีคำขวัญเชิงยุทธศาสตร์ “ให้มันจบที่รุ่นเรา” หมายถึงการเมืองเก่า ระบอบเก่า ต้องจบในยุคนี้
การทำม็อบแบบไม่มี “องค์กรนำ” อาจเป็นนวัตกรรมใหม่ ในการเคลื่อนไหวภาคประชาชน แต่ก็เสี่ยงต่อการเกิดอนาธิปไตย