คอลัมนิสต์

แก้ไข ม.256 เกม' สะเดาะกุญแจที่ปิดตาย'

แก้ไข ม.256 เกม' สะเดาะกุญแจที่ปิดตาย'

18 ส.ค. 2563

6 พรรคร่วมฝ่ายค้านและ"กลุ่มคณะประชาชนปลดแอก" เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องการแก้ไข ม. 256 ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ ม. 256 เป็น"ขวากหนาม"ที่ทำให้ข้อเรียกร้องต่างๆมิอาจสำเร็จได้ หากทลาย ม. 256 ลงได้ อะไรๆก็จะง่ายขึ้นจริงหรือไม่

ม็อบจุดติดแล้ว..เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2563 ผู้คนจำนวนมากไปร่วมชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตามคำชักชวนของ"กลุ่มคณะประชาชนปลดแอก"

 ทั้งนี้ "คณะประชาชนปลดแอก" ได้ออกแถลงการณ์ ข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1.รัฐบาลต้องหยุดคุกคามประชาชน ที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพตามหลักประชาธิปไตย  2.รัฐบาลต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มาจากเจตจำนงของประชาชน เพื่อประโยชน์แก่สาธารณชนอย่างแท้จริง และ 3.รัฐบาลต้องยุบสภา เพื่อเป็นการเปิดทางให้ประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงในการเลือกผู้แทนได้

รวมถึงย้ำจุดยืน 2 ข้อ คือ 1.ต้องไม่มีการทำรัฐประหาร และ2.ต้องไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

ขณะเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวจากทางฝ่ายค้าน โดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และตัวแทน 6 พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเห็นว่าจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะตรวจสอบแล้วมีข้อบกพร่องจำนวนมาก 

ส่วนสาระสำคัญของญัตติ คือ ขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. มาดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญร่วมกับประชาชน ซึ่งก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับ "กลุ่มคณะประชาชนปลดแอก " ที่ต้องการให้รัฐสภาแก้ไข รธน.ม.256 เพื่อให้จัดตั้ง สสร. และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน เพื่อประชาชน

ส่วนข้อเรียกร้องรวมทั้งจุดยืนข้ออื่นๆ ของ"กลุ่มคณะประชาชนปลดแอก" เช่น รัฐบาลต้องหยุดคุกคามประชาชน ,ต้องไม่มีการทำรัฐประหาร และต้องไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ นั้น หากมีการกระทำหรือคิดจะกระทำ  ก็หยุดทำ หยุดคิด ก็เท่านั้น ไม่มีอะไรมาก 

สำหรับข้อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งนั้น ถือว่าข้อเรียกร้องข้อนี้ตอนนี้ยังเร็วเกินไป เพราะตามขั้นตอนควรจะรอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยเสียก่อน เพราะขืนเลือกตั้งตามกติกาเดิม ผลก็จะออกมาเหมือนเดิม

ดังนั้น "โฟกัส" ตอนนี้จึงมาอยู่ที่การเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 60 โดยเริ่มจากมาตรา 256 

 ทำไมต้องเริ่มที่มาตรา 256 ก่อน ก็เพราะว่า มาตรา 256 เป็นด่านแรก และเป็นด่านหินสุด ที่ต้องฝ่าไปให้ได้ มาตรา 256 เป็นเรื่องว่าด้วยเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีการวางเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้มากมายจนแทบจะมองไม่เห็นหนทางที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ 
ดังนั้นหาก "สะเดาะกุญแจที่ปิดตาย" ได้สำเร็จคือเปลี่ยนเงื่อนไขในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 60 ให้ง่ายขึ้นได้ ก็จะสามารถแก้ไขเนื้อหาในรัฐธรรมนญ ในประเด็นต่างๆที่อยู่ตามมาตราต่างๆตามที่ต้องการได้สบายขึ้น ไม่ว่า จะเป็นการไม่ให้ ส.ว. ร่วมเลือกนายกฯ หรือ เรื่องอื่นๆ หรือแม้กระทั่งเรื่องที่ฝันเอาไว้ 

คราวนี้มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรา 256 กันหน่อย ...ปัญหาเริ่มที่การลงมติในวาระที่สามที่มีความพิศดารยิ่ง นอกจากจะต้องมีเสียงสนับสนุนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ยังมีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า ในจำนวนเสียงสนับสนุน “มีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา” จึงจะแก้ไขรัฐธรรมได้ 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ต้องมีเสียงสมาชิกวุฒิสภา( ส.ว.)จำนวน  84  คนขึ้นไปสนับสนุนจึงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้  ซึ่งที่ผ่านมาหากดูจากการลงคะแนนของ ส.ว.จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันตลอดหาเสียงที่แตกออกมาได้ยาก  ดังนั้นการที่จะหาเสียงสนับสนุนในเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 จาก ส.ว. ถึง 84 เสียง จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง
และต่อให้ผ่านวาระ 3 ไปได้ ก็ยังไม่พอ เนื่องจากมาตรา 256 นี่เอง กำหนดว่าหากเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ "วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ"  ก่อนนำร่างฯขึ้นทูลเกล้า ก็ต้องนำไปทำ"ประชามติ"
ถามประชาชนก่อนว่าเห็นด้วยกับการเปลี่ยนเงื่อนไขแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอย่างอื่นหรือไม่ เช่น ใช้เสียงข้างมากของรัฐสภาเหมือนเมื่อก่อนก็แก้ไขรัฐธรรมนูญได้แล้ว ไม่ต้องไปกำหนดว่าต้องมีเสียง ส.ว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ว. เท่าที่มีอยู่เห็นชอบด้วย เป็นต้น  และผลการทำประชามติดังกล่าวต้องได้เสียงข้างมากให้แก้ไขได้   

นอกจากนี้ยังมีอีกด่านหนึ่ง คือ มาตรา 256 ยังเปิดช่องว่า ก่อนนำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้า ให้ ส.ส.หรือ ส.ว. หรือ ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. มีสิทธิ์เข้าชื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวชอบหรือไม่ด้วย 

จึงมีการหวั่นเกรงกันมากว่า  ถ้าลดเงื่อนไขแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 256   มาตรา 256 จะเปิดประตูกว้างเกินไป ก็จะแก้ไขรัฐธรมนูญกันตามใจชอบตามที่ต้องการ ทั้งที่บางเรื่องก็ไม่ควรแก้ไขหรือไม่เป็นการสมควร ไม่เหมาะสม แก้ไขให้เป็นเช่นนั้น  
แต่บางฝ่ายก็แย้งว่านี่เป็นการกลัวเกินกว่าเหตุหรือไม่ เพราะสถิติการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ โดยอาศัยเสียงข้างมากของรัฐสภาแบบเมื่อก่อน ตกเฉลี่ยฉบับละประมาณ 1-2 ครั้งเท่านั้น  มิใช่เป็นการแก้ไขพร่ำเพรื่อและทุกครั้งที่แก้ไขก็เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้นเท่านั้น