"ครม.ประยุทธ์2/2" ได้ฤกษ์ทำงานเเล้ว ณ บัดนี้ 

 ไฮไลท์หลักอยู่ที่ทีม "ครม.เศรษฐกิจ"ว่าจะพารัฐบาลฝ่าอุปสรรคขวากหนามไปได้อย่างไร

ดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกฯเเละรมว.ต่างประเทศ,สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีเเละรมว.พลังงาน ,ปรีดี ดาวฉาย รมว.คลัง รวมทั้งสองรมต.เเรงงาน”คือส่วนหนึ่งของ"ครม.เศรษฐกิจชุดใหม่"อยู่ในอาณัติการดูเเลของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่ชื่อ”พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา”

หากจะเพ่งน้ำหนักว่าใครคือ”ตัวจริง เสียงจริง” ที่จะชี้ว่ารัฐบาลควรให้น้ำหนักกับการเเก้วิกฤตเศรษฐกิจในคราวนี้อย่างไรนั้น..คงไม่พ้น”ปรีดี” เพราะอดีตผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเเละอดีตนายกสมาคมธนาคารไทยคนนี้คือคนกุมพังงารัฐบาลลำดับที่สองรองจากพล.อ. ประยุทธ์

ความเชื่อมั่นจากภาคเอกชน การเงิน การคลัง การลงทุน ตลาดหุ้นนั้นช่วงที่ผ่านมานั้น จะให้เครดิต”ขุนคลัง”เสมอ 

เเละคราวนี้ก็เช่นกัน ปัญหาเศรษฐกิจจากไวรัสโควิด-19 ลามทั่วโลก ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เดิมๆคงต้องพับไว้คาหิ้ง เเล้วกางตำราฉบับใหม่มาใช้เเทนเพราะโลกวันนี้เเละวันหน้าเปลี่ยนไปเเบบไม่มีทางย้อนกลับไปเเบบวันวานอีกต่อไปเเล้ว...

 ปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้ง 4 เครื่องยนต์ คือ การบริโภค(Consumption),การลงทุน (Investment),การใช้จ่ายของภาครัฐ (Government spending)และการส่งออกสุทธิ (Net Export)ที่จะชี้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)จะหันหัวขึ้นหรือปักหัวลงนั้น..ยามนี้ทุกคนรู้คำตอบเลวร้ายที่สุดตามการประเมินของหลายฝ่ายไปเเล้ว เเต่วิธีหาทางเเก้ไขในยามนี้คือสิ่งสำคัญสุด...

 ดังนั้นการรื้อเเผนใช้งบประมาณเพื่อเเก้วิกฤตเศรษฐกิจในภาพรวมคือ การพินิจว่างบประมาณตัวใดควรนำมาใช้ก่อน หลังตามภารกิจจำเป็นเร่งด่วนเพื่อนำเม็ดเงินไปใช้ให้ตรงจุดนั้น “ขุนคลัง”ต้องพินิจเเล้วเสนอนายกฯพิจารณา

พูดง่ายๆEconomic reboundหรือการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจนั้นจะไวหรือช้านั้นอยู่ที่มุมมองของ"ขุนคลัง"ที่จะวางเเผนให้ประเทศ ....

ตอนนี้คนไทยภาคเกษตรกร ,พ่อค้าเเม่ขาย, ผู้ใช้เเรงงาน ,ชนชั้นกลาง ,เอสเอ็มอี คือกลุ่มหลักที่ต้องการเม็ดเงินสนับสนุนการเคลื่อนตัวทางเศรษฐกิจ หากปล่อยไว้เเล้วไม่มีการวางเเผนให้ฟื้นตัว รับรองว่าเศรษฐกิจไทยกู่ไม่กลับเเน่หากปล่อยคนเหล่านี้หมดเเรงเเละลมหายใจสู้ชีวิต ปัญหาของเมืองไทยจะหนักกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี2540เเน่นอน

ดังนั้นการเลือกตัดเเละจัดสรรงบประมาณใหม่ตามความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อมิให้เม็ดเงินกระจุกตัวไปยังบางภาคส่วน เเล้วกระจายเม็ดเงินไปในวงกว้างเเทนนั้นจึงควรเป็นเข็มทิศหลักของรัฐบาลคราวนี้

โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนด้านคมนาคมที่จะมีการก่อสร้างระบบขนส่งทางอากาศ,ทางบกเเละระบบราง,ทางน้ำที่ต้องลงทุนมหาศาลเเละใช้งบผูกพันหลายปี โดยเม็ดเงินหลักจะะอยู่ในมือผู้รับสัมปทาน,ผู้รับเหมาก่อสร้างเพียงไม่กี่รายเเละกว่าประเทศจะได้รับอานิสงส์ในการลงทุนจำนวนมหาศาลนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อยยี่สิบปีต่อหนึ่งเมกะโปรเจกต์ดังนั้นหน้าที่"ขุนคลัง"ในวันนี้คือพิจารณาว่าโครงการใดควร/ไม่ควรใช้งบประมาณในคราวนี้

หากเพ่งมองไปยังร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 จำนวน3.3ล้านล้านบาทนั้น ในส่วนของกระทรวงคมนาคมได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 วงเงิน 231,924.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.64% เมื่อเทียบกับงบประมาณปี 2563 ที่ได้รับจัดสรรจำนวน 197,149 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นวงเงิน 34,775.09 ล้านบาท รวมทั้งงบฟื้นฟูเยียวยาโควิด-19

 โดยสรุป คือ กระทรวงคมนาคมได้เสนอแผนงานเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงินดำเนินการประมาณ 1.4 แสนล้านบาท 
1. การเยียวยาผู้ประกอบการคมนาคมขนส่งทางบก วงเงิน 7,000 ล้านบาท 
2. แผนงานนำยางพารามาใช้ในด้านความปลอดภัยทางถนน ทำ Rubber Fender Barriers (แบริเออร์คอนกรีตหุ้มยางพารา) และเสาหลักนำทางยางพารา วงเงิน 40,000 ล้านบาท ซึ่งขอรับจัดสรรงบฯ ปี 64 ไม่ทัน 
 3. แผนงานโครงการก่อสร้างถนน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าเกษตร และส่งเสริมการท่องเที่ยว วงเงิน 90,000 ล้านบาท

"สายข่าว"รายงานว่างบประมาณตรงนี้ "ขุนคลัง"จ่อหารือกับนายกฯว่าหากมีการปรับลด/ชะลอ/ยกเลิกบางโครงการตามความจำเป็นเร่งด่วนในภารกิจของ กระทรวงคมนาคมลงไปราวร้อยละ30-40 นั้นเเล้วนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอื่นที่ให้ผลตอบเเทนเเบบทันทีทันควันเเละตรงกลุ่มเป้าหมายน่าจะตอบโจทย์มากกว่า

"ขุนคลัง"ต้องหาวิธีนำเม็ดเงินขั้นต้นไปลงทุนทางเศรษฐกิจที่ให้ผลบวกระยะสั้น,ตรงกลุ่มเป้าหมายน่าจะเข้าเป้ากว่า 
ดังนั้นหากนายกฯเเละขุนคลังกล้าหาญเเละเลือกประโยชน์ของชาติมากกว่าเเรงกดดันทางการเมือง(พรรคภูมิใจไทยกำกับดูเเลกระทรวงคมนาคม)ตรงนี้คือความกล้าหาญบนเวทีการเมืองที่เเท้จริงที่เลือกประโยชน์ของประเทศในภาพรวมมากกว่าอิทธิพลเเละเเรงต่อรองของบางพรรคร่วมรัฐบาล

หากนายกฯเเละขุนคลังดำเนินการข้างต้นได้จริง..ประวัติศาสตร์จะจารึกปรากฏการณ์นี้ไว้ชั่วนิรันดร์...