อดีต รมช. มหาดไทย "วัฒนา อัศวเหม" ที่ปัจจุบันอายุปาเข้าไป 85 ปีแล้ว และเป็นผู้ต้องโทษในคดีทุจริตคลองด่านและหลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ ได้ร่อนจดหมายถึงสื่อมวลชน มีเนื้อหาหาชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับคดีฉ้อโกงการจัดซื้อที่ดิน อ.คลองด่าน จ .สมุทรปราการ เนื้อที่รวม 1,900 ไร่ มูลค่า 1.9 พันล้านบาท เพื่อก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย ว่า เป็นเพราะนายวัฒนาไปสร้างความไม่พอใจให้"ผู้มีอำนาจขณะนั้น"หลายคน จึงโดนเล่นงาน และยืนยันว่า

 1.เรื่องที่ดิน ตนไม่เคยนำที่ดินไปขายให้กรมควบคุมมลพิษ 

 2.เรื่องโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง 

 3.เรื่องเงิน “ค่าโง่” ที่รัฐบาลจ่ายให้กับโครงการนี้ ตนก็ไม่รู้เรื่องและไม่เคยได้รับ

 และขณะนี้ได้เตรียมการที่จะขอรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่และพร้อมที่จะกลับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหากกลับมาแล้วได้รับการประกันตัว

 ตอนท้ายของจดหมายนายวัฒนา ได้ขอความเป็นธรรมต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า "ผมหวังเพียงว่านายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  จะเปิดโอกาสให้คนแก่อย่างผมได้กลับบ้านและเข้าต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมอีกครั้ง"

  อ่านข่าว...เปิดจดหมาย วัฒนา อัศวเหม ขอกลับไทยสู้คดีทุจริตคลองด่าน

สำหรับคดีของนายวัฒนา อัศวเหม ที่ศาลพิพากษาว่านายวัฒนา มีความผิด มี 2 คดี  คิอ

 1.  18 สิงหาคม 2551  ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุกนายวัฒนา  10 ปี และออกหมายจับ ฐานใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งโดยมิชอบ จูงใจให้เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน จังหวัดสมุทรปราการ ออกโฉนดที่ดินใน อำเภอคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 1,900 ไร่ ให้กับบริษัท ปาล์ม บีช ดีเวลลอปเมนท์ฯ

 2.  13 กรกฏาคม 2561 ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีที่กรมควบคุมมลพิษ(คพ.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวัฒนา ที่หนีคดีนี้ตั้งแต่ปี 2552 และถูกศาลออกหมายจับในความผิดฐานฉ้อโกงการจัดซื้อที่ดิน อำเภอคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ โดยศาลฎีกาพิพากษาจำคุกนายวัฒนา 3 ปี

 ส่วนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการรื้อฟื้นคดี ก็ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2526 

คือ
 1. มีการฟ้องพยานบุคคลในคดีลงโทษจำเลยว่าเบิกความเท็จและศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าคำเบิกความของพยานบุคคลนั้นเป็นเท็จหรือไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง (วัฒนา ยังไม่มี)
 2. มีคำพิพากษาว่าหลักฐานสำคัญที่ใช้ในการตัดสินคดีลงโทษจำเลยนั้น เป็นหลักฐานเท็จ  (วัฒนา ยังไม่มี)
 3. มีพยานหลักฐานที่เพิ่งปรากฎขึ้นใหม่ ซึ่งอาจพิสูจน์ได้ว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิด ( ต้องรอดูว่าวัฒนา มีพยานหลักฐานใหม่หรือไม่)
  เงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ว่ามีเหตุให้รื้อฟื้นคดีได้ หรือภายใน 10 ปี นับตั้งแต่มีคำพิพากษาถึงที่สุด(คดีของนายวัฒนาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุกนายวัฒนา 10 ปี ล่วงเลยเวลามาเกิน 10 ปีแล้ว) เว้นแต่เมื่อมี"พฤติการณ์พิเศษ"ศาลจะรับคําร้องที่ยื่นเมื่อพ้นกําหนดเวลาดังกล่าวข้างต้นนั้นไว้พิจารณาก็ได้
 
 สำหรับวิธีการขอรื้อฟื้นคดีและขั้นตอนการพิจารณาคดีที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นใหม่
 1.จำเลยที่ต้องรับโทษหรือผู้แทนยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่เคยพิจารณาคดีนั้น เพื่อขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ 
 2.ศาลชั้นต้นจะไต่สวนข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องก่อนว่า คำร้องมีมูลความจริงพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้หรือไม่ เมื่อไต่สวนเสร็จแล้วก็จะส่งเรื่องต่อไปยังศาลอุทธรณ์ 
 3.ศาลอุทธรณ์จะเป็นผู้พิจารณาและออกคำสั่งว่าจะให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ถือเป็นที่สุด ไม่อาจยื่นฎีกาคำสั่งต่อศาลฎีกาได้อีก 
 4.ถ้าศาลอุทธรณ์สั่งให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ให้ส่งคดีกลับไปให้ศาลชั้นต้นอีกครั้งเพื่อทำหน้าที่พิจารณาคดีใหม่ และให้เรียกโจทก์ในคดีเดิมเข้ามาในคดีใหม่ด้วย 

 เมื่อพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นใหม่เสร็จแล้ว และศาลจะต้องพิพากษาใหม่ ถ้าคดีเดิมสิ้นสุดที่ศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้ทำคำพิพากษาได้เลย ถ้าคดีเดิมสิ้นสุดที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นส่งคดีไปให้ศาลศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณี ทำคำพิพากษาใหม่ (กรณีของนายวัฒนา ทั้ง 2 คดีสิ้นสุดที่ศาลฎีกา)

 คำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ให้ยื่นได้ครั้งเดียว 

 แต่นายวัฒนา รู้ไหมว่า ... ตั้งแต่ พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีฯ มีผลบังคับใช้ในปี 2536 จนถึงปัจจุบัน ในรอบ 37 ปี  ยังไม่เคยมีแม้แต่คดีเดียวที่รื้อฟื้นคดีสำเร็จถึงขนาดที่ว่า..จากที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยเปลี่ยนเป็นยกฟ้อง

รื้อคดีคลองด่าน .."วัฒนา"  รู้ไหม..ยากที่จะเป็นจริง