
ในโควิดมีการเมือง เกมนี้ "ลุงตู่" เป็นต่อ
ใครว่าโรคระบาด จะมีเฉพาะไวรัสเท่านั้น ที่สามารถเร้นกายเข้าสู่ร่างกายคนได้ แต่มีกลิ่นอายการเมืองซุกและซ่อนมาพร้อมกัน "เกมการเมือง"ในโควิด นับแต่เกิดวิกฤตินายกฯยังไม่เพลี่ยงพล้ำ แถมหากดูบริบทโดยรอบ นายกฯยังเป็นต่อ
ใครว่าโรคระบาด จะมีเฉพาะไวรัสเท่านั้น ที่สามารถเร้นกายเข้าสู่ร่างกายคนได้ แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ มีกลิ่นอายการเมืองซุกและซ่อนมาพร้อมกัน
คนรอบกายนายกฯลุงตู่ ไม่ใช่หมอ หรือพยาบาล ไม่มีแมสและเจลล้างมือ แต่คนรอบกายนายกฯคือเสธ.ทหาร ที่เชี่ยวชาญการรบ และเรียนรู้เรื่องการเมือง
ภาวะที่คนไทยตกอกตกใจกับโรคระบาด รอ”พระเอกขี้ม้าขาว”มาทำให้ความวิตกจริตลดลงไปนั้นมีอยู่เต็มเปี่ยม และเขาก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ
การใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนหนึ่งเป็นการเรียกร้องจากสังคม อีกส่วนเป็นการโยนหินออกมาถามทางไว้ล่วงหน้าแล้วว่า หากใช้กฎหมายฉบับนี้ คนส่วนใหญ่จะว่าอย่างไร เมื่อเช็กเสียงแล้วก็ทราบว่า คนส่วนใหญ่ต้องการ
ฉะนั้นการกดปุ่ม พ.ร.ก.นั้นสามารถทำได้หลายรูปแบบ เพราะในอดีตมีการใช้มาแล้วทั้งรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลอภิสิทธิ์ และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้ผลไม่ได้ผลแตกต่างกันไป
แต่ครั้งนี้ โครงสร้างของคณะกรรมการที่อยู่ในกฎหมาย นายกฯลุงตู่ รวบมาไว้กับตนเองทุกอย่าง จนเวลาผ่านไปนานพอสมควร พรรคร่วมจึงรู้สึกว่าถูกยึดอำนาจ หรือปฏิวัติเงียบ
การนั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน การทำหน้าที่ ผอ.สถานการณ์เอง เหล่านี้ล้วนแต่อยู่ในตำราพิชัยสงครามที่งัดมาใช้กับการปราบปรามโรคระบาดโควิด ช่างกลมกลืนเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย
ถัดต่อมานายกฯยังออกคำสั่ง รวบอำนาจการจัดซื้อจัดจ้างบรรดาครุภัณฑ์ทั้งหลายที่แต่เดิมเป็นอำนาจของกระทรวงสาธารณสุขมาไว้ในมือ หลังมีข่าวไม่สู้ดีจากหลายสำนักว่ามีการ”รอฟันกำไร”จากความเป็นความตายของประชาชน
จนวันนี้ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพาณิชย์ ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากรอฟังจากนายกฯเพียงคนเดียวเท่านั้น แน่นอนว่า การรวบอำนาจแบบนี้มันทำให้การแก้ปัญหาโควิดทำได้รวดเร็วและเดินเป็นขบวน หลังจากที่ช่วงแรก กระทรวงสาธารณสุขไปทาง พาณิชย์ไปทาง และรัฐบาลก็ไปอีกทาง
เล่นเอาพรรคร่วมรัฐบาลหมดสิทธิ์ออกหมัดหาประโยชน์และหาคะแนนเสียง
เป็นผลดีหลังจากใช้ พ.ร.ก.และมีเคอร์ฟิวตามมา นี่คือฝีมือจากการวางแผนของเสธ.รอบกายนายกฯ โดยไม่ต้องมีความรู้เรื่องไวรัสหรือแบคทีเรียก็ทำได้
ล่าสุดมี”กุนซือ”ระดับแสนล้านล้านกระซิบบอก นายกฯว่า ไหนๆก็ไหนๆ เชิญบรรดามหาเศรษฐีทั้งหลายมาช่วยกัน เพราะซีพีได้นำร่องสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยให้เป็นของขวัญแก่ลุงตู่แล้ว มหาเศรษฐีคนอื่นๆที่ร่ำรวยเพราะใบบุญของรัฐบาลก็น่าจะมาช่วยกันบ้าง
คืนกำไรให้สังคม คืนความสุขให้ลุงตู่
ในคำแถลงเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา ไม่ได้มีเฉพาะลูกอ้อนมหาเศรษฐี แต่เสธ.รอบกายยังหยอดเรื่องการเมืองเข้าไปด้วย ดังวลีที่ว่า ขอให้ทุกคนมาช่วยกันเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่มีสีเสื้อไม่มีฝักฝ่าย และไม่มีการเมือง
เห็นหรือยังว่า หลังเดินเกมรุกกู้เงินมาแจกกู้เงินมาเยียวยาโดยไม่มีใครค้านสักคน ตอนนี้หันมาใช้วิกฤติโควิดเพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ที่คนไทยแตกแยกมาเป็นเวลา10 กว่าปี
แน่นอนว่า มหาเศรษฐียินดีช่วยนายกฯเพราะส่วนใหญ่ร่ำรวยจากสัมปทานรัฐ ทั้งผูกขาดและไม่ผูกขาด แต่เรื่องการเมือง วันนี้ยังไม่มีใครปฏิเสธนายกฯ เนื่องจากนักการเมืองรู้ดีว่ากระแสประชาชนแรง ความต้องการของประชาชนในขณะนี้คือ ทำให้โรคหายไป และทำให้เขามีอยู่มีกิน
ฉะนั้นเกมการเมืองในโควิด นับแต่เกิดวิกฤตินายกฯยังไม่เพลี่ยงพล้ำ แถมหากดูบริบทโดยรอบ นายกฯยังเป็นต่อและไปได้แบบยาวๆ
กว่าโควิดจะจบ คะแนนนิยม”ลุงตู่” น่าจะแซงแคนดิเดตทุกคน.



